<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-20949846</id><updated>2011-04-21T13:29:55.439-07:00</updated><title type='text'>ปูมหลังคนดัง</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://thaiprofile.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thaiprofile.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>sydnie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15333766276350906384</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-20949846.post-113737357254195256</id><published>2006-01-15T16:40:00.000-08:00</published><updated>2006-01-18T15:58:54.046-08:00</updated><title type='text'>ดร สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/5135/1445/1600/somkiat.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/5135/1445/320/somkiat.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;"ขา็โจ๋แห่งทีดีอาร์ไอ"&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ "ขา็โจ๋ทีดีอาร์ไอ" หรือ "ดร. ผมม้า" โด่งดังมีชื่อเสียงตั้งแต่เด็กๆ ด้วยเป็นเด็กเรียนเก่ง(มาก) สอบได้ที่หนึ่งประเทศไทย แต่มีปัญหาด้านวุฒิการสมัครจึงไปเรียนต่อ ญี่ปุ่น จนจบปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ที่ Tokyo Institute of Technology หลังจบการศึกษาเข้าทำงานกับ Nomura Research Institute ซึ่งเป็น research house ของวาณิชธนกิจขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่าย Infomation Economy, Sciences and Technology Development ของทีดีอาร์ไอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร สมเกียรติ สร้างชื่อจากลีลาการตรวจสอบ ผลประ็โยชน์ทับซ้อนของนายกทักษิณแบบถึงลูกถึงคน ดุดันในสไตล์ "แรมบ้า" เริ่มจากการนำเสนองานวิชาการ(กึ่งการเมือง) โดยใช้เทคนิคทางเศรษฐศาสตร์มิติ หรือ Econometrics โยงให้เห็นว่าหุ้นที่มีความเกี่ยวโยงกับ ดร.ทักษิณไม่ทางตรงก็ทางอ้อม (เช่น AIS, ShinSat etc.) จะมีราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นตัวอื่นที่ไม่มี "Thaksin Effect"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ล่าสุด ดร สมเกียรติ กลับมาอีกครั้งด้วยในสไตล์ดุเด็ดเผ็ดมันเช่นเคย เรียกร้องให้ดร.ทักษิณเปิดเสรีในภาคธุรกิจที่ กลุ่มชินมีเอี่ยวเช่น โทรคมนาคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร สมเกียรติ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองในรูปแบบ "นักวิชาการ" การเล่นการเมืองวิธีนี้ลงทุนน้อย แต่ผลตอบแทนสูง วิธีการที่เป็นที่นิยมคือ หมั่นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลกระแสตก ก็เปิดฉากแถลงข่าวถล่มรัฐบาล เนื่องจากโดยธรมชาติของคนกรุงเทพจะไม่ชอบรัฐบาล พอบริหารประเทศไปสักระยะถ้ามีคนด่ารัฐบาลได้มัน ถึงอารมณ์ก็จะชอบคนคนนั้น ตัวอย่างของคนที่เข้ามาเล่นการเมืองในรูปแบบ" นักวิชาการ" ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ดร วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัตร ซึ่งจับเรื่องแปรรูปการไฟฟ้า พอกะว่าจุดกระแสติดก็ลงผู้ว่า กทม ทันที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้่าพเจ้าขอฟันธงอย่างไม่กลัวหน้าแตกว่า ดร สมเกียรติ จะลงเล่นการเมืองเต็มตัวล้านเปอร์เซ็นต์ (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี คนไทยควรสนับสนุนคนที่มีคุณภาพคับแก้วอย่าง ดร สมเกียรติมาสู่วงการเมืองมากๆ) แต่ว่าถ้าลง สว. ปีนี้อาจจะเร็วไป ข้่าพเจ้าขอเชียร์ให้ลง สส เขตในกรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ระหว่างนี้ก็เต้นฟุตเวิรค พอได้จังหวะก็ออกอาวุธสวยๆให้เข้าตาคนดู (ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) ถ้าดอกเตอรฺฺ์์ได้ลงใน 8 เขตรอบใน โอกาสลุ้นมีสูงมาก ยิ่งถ้าสมัยหน้าไทยรักไทยได้น้อยกว่า 250 เสียง ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน รวมทั้งพรรคใหม่ของคุณเฉลิมจับมือกันเป็นรัฐบาล ก็เตรียมตอนรับ ดร สมเกียรติ ในฐานะว่าที่เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีคนใหม่ได้เลย !!!&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ ดร สมเกียรติ ในไตล์เบา-เบาคัดมาจาก กรุงเทพธุรกิจ ในหัวข้อ &lt;span style="color:#663333;"&gt;"ผมไม่ใช่ขาประจำ"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดีต เขาคือนักเรียนสอบได้ที่หนึ่งของประเทศ เรียนมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จนได้ปริญญาสูงสุด ขลุกอยู่กับการสร้างหุ่นยนต์ พัฒนาสมองกลให้คิดเท่าทันมนุษย์ แต่แล้วความปรารถนา อันแรงกล้าที่เขาบอกว่า "อยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม" ทำให้เขาผละจากห้องแล็บ เดินหน้าทำงานวิจัย ด้านสังคมและเศรษฐศาสตร์แทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ คือ วิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เป็นนักวิจัยฝีปากกล้าไม่น้อยหน้านักวิจารณ์สังคมคนอื่นๆ ของประเทศนี้ และเหตุที่เขาวิจัยมาแล้วมากมาย หลากหลายเรื่อง ทำให้เขารอบรู้อย่างลึกซึ้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในเรื่องของธุรกิจโทรคมนาคม งานวิจัยเรื่องนี้ของเขา ฉีกปมว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนออกเป็นริ้วๆ จนเห็นภาพชัดว่าธุรกิจกับการเมืองนั้น โยงใยถึงกันเหมือนเป็นเรื่องเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตัวเองรู้ดีอย่างนี้ แล้วไม่ออกมาพูด คงจะกระไรอยู่ ดังนั้น หน้าที่ของเขา คือ เปิดเผยเรื่องราวที่ได้จากการวิจัยให้สังคมได้รับรู้ และเมื่อออกมาพูดบ่อยครั้งเขา เขาก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในกลุ่ม 'ขาประจำ' ที่มุ่งโจมตีการทำงานของรัฐบาลทักษิณโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาคิดอย่างไรกับคำเรียกขานนี้ แล้วภารกิจของเขาล่ะ จะเป็นอย่างไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ขาจรน้อยลงหรือยังไงครับ ขาประจำอย่างอาจารย์ถึงได้ออกมาพูดบ่อยๆ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำว่าขาประจำนี่น่ารักน่าชังมาก (หัวเราะ) ถ้าตัวท่าน (นายกรัฐมนตรี) มองคนที่มาวิจารณ์ว่าเป็นขาประจำ แล้วปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเยี่ยงขาประจำจะดีมากเลย ยกตัวอย่างบริษัทที่ค้าขายแล้วมีลูกค้าขาประจำมา คุณก็ต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้น ดีเป็นพิเศษใช่มั้ย นั่นเป็นความหมายดั้งเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าโชคดีนะที่บริษัทใกล้ชิดกับท่านอย่างเอไอเอส มีชื่อเสียงดีมากในการบริการลูกค้า ไม่ได้ปฏิบัติต่อลูกค้าแบบเดียวกับวิธีที่นายกฯใช้ปฏิบัติกับขาประจำ คือ ถ้าบริษัทไหนใช้วิธีเดียวกันกับท่าน ผมว่าเจ๊งนะ โชคดีที่บริษัทที่ครอบครัวของท่านถือหุ้นอยู่ใช้วิธีที่ดีกว่าท่านผู้นำเองเยอะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ไม่คิดว่าคำพูดนี้เป็นการดิสเครดิตนักวิชาการเหรอครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นคำน่าชังเมื่อใช้ในบริบทที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะผมคิดว่าทรัพย์สินของนักวิชาการที่สำคัญที่สุด คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งก็เกิดจากรู้เรื่องในสิ่งที่ตัวเองพูดหรือเปล่า และพูดออกมาเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือเปล่า การที่คนมาพูดว่านักวิชาการคนนี้ควรฟังไม่ควรฟังเป็นขาประจำหรือไม่ เป็นวิธีการที่แปลงทุนของนักวิชาการให้เป็นหนี้สิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ทำทุนของนักวิชาการให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเชื่อถือนั้น น่าชังตรงที่ไม่ได้ดูที่สาระ เพราะเวลานักวิชาการเขาถกเถียงกัน เขาจะดูกันที่สาระ ว่าตกลงข้อมูลถูกไหม วิธีการให้เหตุผล และตีความข้อมูลถูกหรือเปล่า นักวิชาการจะถกเถียงกันอย่างนี้ เขาไม่ได้เถียงกันว่าไอ้คนนี้เป็นคนเก่า คนนี้เป็นคนมีชื่อเสียงมาก มีชื่อเสียงน้อย หรือแม้แต่นักวิชาการที่มีชื่อเสียง ถ้าเกิดผิด นักวิชาการเด็กๆ อย่างผมก็ยังทักท้วงได้ เป็นเรื่องธรรมดามากเลย และนักวิชาการไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีบอกว่าผู้ใหญ่สั่งมา เรื่องนั้นต้องถูก ฉะนั้นนักวิชาการไม่ได้ใช้วัฒนธรรมเรื่องอำนาจไปดิสเครดิตกัน ถ้าจะหักล้างกันก็ไปหักล้างกันที่สาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;แล้วขาประจำอย่างอาจารย์ล่ะ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตกลงให้ผมเป็นขาประจำจริงๆ ใช่มั้ย (หัวเราะ) ผมไม่อยากรับนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เป็นไปได้ไหมครับว่า ขาจรเริ่มหวั่นๆ กับคำด่าของท่านนายกฯ จึงทำให้ขาประจำอย่างอาจารย์ต้องออกมาพูดบ่อยๆ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อก่อนคิดว่าเข้าใจนะ ว่า เวลาพูดมาแล้วจะมีลิ่วล้อออกมาปกป้อง แต่พอเจอนายกฯออกมาเอง จึงรู้ว่า ทำไมเวลาเราพูดแล้วมีคนมาดิสเครดิตเราเนี่ย เราถึงมีความรู้สึกไม่อยากพูดต่อ อย่างแรกก็คือวิธีการพูด ผมคิดว่าถ้าคนไม่เถียงกันเรื่องสาระ มาชี้โน่นชี้นี่ เราก็คิดว่า เอ๊ะ! ป่วยการหรือเปล่าที่จะไปถกเถียงกัน หรือว่าเป็นการสีซอหรือเปล่า คือบรรยากาศมันไม่ค่อยเอื้อกับการแสดงความคิดเห็นน่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่นักวิชาการอาวุโส หรือนักคิดนักเขียนเยอะแยะที่เคยมีปากมีเสียง เงียบไป และผมคิดว่าขบวนการดิสเครดิต ว่าเป็นขาประจำนั้น เป็นความพยายามอีกมุมหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นเป็นตัวตลก หากสังคมไทยมีวุฒิภาวะสูงๆ ซึ่งผมเชื่อว่ากำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ คงจะรู้ว่าใครเป็นตัวตลกที่แท้จริงเมื่อพูดอย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คิดว่าได้ผลไหมกับวิธีการที่ออกมาตอบโต้แบบนี้ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าได้ผลหรือเปล่า แต่สำหรับคนที่ติดตามข้อมูล ก็จะรู้ว่าถ้ามีเรื่องอะไรขึ้นอีก ถกเถียงกันแล้ว จู่ๆ กลับเฉไฉเรื่องอื่นเนี่ย คนที่มีสามัญสำนึกควรจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าทำไมฝ่ายนั้นจึงเฉไฉ ทำไมไม่พูดตรงไปตรงมา มีอะไรที่ไปจี้ใจหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อาจารย์มีความมั่นใจในข้อมูลของตัวเองทุกครั้งที่ออกมาพูด ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนครับ ทุกๆ เรื่อง ผมคิดว่า ทีดีอาร์ไอ มีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง คือ ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักวิจัยทุกคน พูดได้ เช่น ผมจะพูดอะไร ผมไม่ต้องไปปรึกษาใคร ไม่ต้องขออนุญาตจากประธานสถาบันหรือใครเลย ผมพูดได้ แต่เป็นที่เข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองพูดนั้น ต้องมีความรู้ดีพอ พูดเพื่อประโยชน์สาธารณะ อย่างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องที่เรารู้จริงหรือเปล่า เรามีข้อมูลสนับสนุนไหม กรณีนี้ผมยืนยันได้ว่ามี เพราะว่าได้ทำวิจัยมา ไม่ใช่พูดด้วยอารมณ์ความรู้สึก ว่าชอบใครไม่ชอบใคร ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจสอบได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามว่าเรื่องอย่างนี้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือเปล่า เป็นแน่ เพราะถ้าเกิดมีเรื่องแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบ ถึงแม้จะถูกกฎหมาย ผมคิดว่าสังคมเสียประโยชน์ และนักวิชาการถ้าเกิดรู้เกิดเห็น แล้วนิ่งเฉย ไม่พูด ผมถือนักว่านักวิชาการไม่ได้ทำหน้าที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้นายกฯ บอกว่า ผมพูดทุกเรื่อง ก็ยอมรับส่วนหนึ่งว่าพูดหลายเรื่อง แต่ว่าแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่ผมได้ทำการศึกษาวิจัยมา อย่างน้อยต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ระดับหนึ่งทั้งสิ้น ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่พูดถูกหมด บางครั้งพูดออกไปเคยพลาดก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่พลาดก็ในประเด็นปลีกย่อย เมื่อมีคนทักท้วงมาเราก็ยอมรับ จะได้ปรับปรุง ระมัดระวังการทำงานมากขึ้น ครั้งนี้ก็อยากให้ช่วยกันตรวจสอบด้วย ว่าจริงไม่จริงยังไง ไม่ใช่ว่ามาเกลี่ยๆ กันแล้วจบ เพราะว่าเราพร้อมให้ตรวจสอบอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอยู่ที่นี่มาน่าจะ ๘ ปีกว่า วิจัยไปกี่เรื่องก็จำไม่ได้คง ๕๐ เรื่องน่าจะถึง ปีหนึ่งก็ ๗-๘ เรื่อง ที่ทำหลักๆ ก็มีเรื่อง โทรคมนาคม ท่านคงรู้ดีว่าผมทำ มีรีพอร์ตเรื่องโทรคมนาคม ๗-๘ เรื่องแล้วครับ เรื่องสื่อ เรื่องเอฟทีเอก็ทำ ฉะนั้นพอมีประเด็นสาธารณะขึ้นมา เรารู้เรื่องระดับหนึ่ง แล้วไม่แสดงความคิดเห็นเลย เราก็ไม่ได้ทำหน้าที่นะ เพราะมีประเด็นขัดแย้งกัน ผมคิดว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่การขับรถเบนซ์หนี การแก้ปัญหาคือการชี้แจง การพูดคุยกัน ใช่ไหมครับ ส่วนเรื่องไหนที่ผมไม่มีความรู้หรือไม่คิดว่าตัวเองมี ผมก็จะไม่พูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;สิ่งที่เป็นประเด็นไม่ว่าจะเรื่องอะไรในขณะนี้ เป็นเพราะว่าท่านนายกฯกำลังกำหนดกรอบความคิด หรือสร้างประเด็นให้นักข่าวหรือเปล่าครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าภาษานักสังคมศาสตร์ใช้กัน เขาเรียกว่า เป็นการกำหนดวาทกรรม กรณีของนายกฯเป็นวาทกรรมแบบใหม่ ซึ่งไม่ส่งเสริมการพัฒนาสติปัญญาของคน เพราะไปดูที่ตัวคน ถ้าเราไปดูที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังสอนเรื่องหลักกาลามสูตร บอกให้เชื่อด้วยเหตุผล และมีข้อหนึ่งที่สำคัญคืออย่าเชื่อแม้กระทั่งคนพูด คือพระพุทธเจ้าเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนอย่าไปเชื่อแม้แต่คนที่คิดว่ารู้ดีที่สุดในเรื่องนั้น ให้ไปดูที่เนื้อหาสาระ ต้องดูว่าข้อมูลถูกไหม เหตุผลชอบไหม ตีความถูกไหม อย่างนี้ประเทืองสติปัญญากว่า และทุกคนในสังคมได้เรียนรู้ร่วมกัน นักวิชาการก็จะได้พัฒนา สังคมก็ได้พัฒนา การเมืองก็ได้พัฒนาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถ้าบอกว่าไอ้คนที่พูดไม่ควรฟัง ไม่ว่าสาระจะเป็นอะไร ซึ่งตัวอย่างนี้ผมว่าชัดมาก กรณีของหวยลิเวอร์พูล สิ่งที่มหาจำลองพูด คือ สิ่งที่หลายคนพูดมาตลอด แต่ทำไมนายกฯ เลือกฟังแต่มหาจำลอง คนที่นายกฯไม่เคยแคสซิฟายด์ว่าเป็นขาประจำอย่างหมอประเวศ ก็ได้เลื่อนฐานะเป็นขาประจำในหนนั้นด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องตลกมาก เพราะว่าสิ่งที่หมอประเวศพูดมีสาระสำคัญ ก็คือ เรื่องอบายมุข เรื่องอะไรต่างๆ เหมือนกับที่มหาจำลองพูด ทำไมการเลือกฟังของคนในสังคม ถึงเลือกที่ใครเป็นคนพูด โดยไม่สนใจว่าพูดเรื่องอะไร ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;สิ่งที่นายกฯทักษิณสร้างวาทกรรมขึ้นมา คงจะพยายามปั่นหัวสื่อเล่น เพื่อไม่ให้สื่อสนใจสาระสำคัญในสิ่งที่นักวิชาการแสดงความคิดเห็นออกมา เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าเราต้องดูค่านิยมในวงการสื่อด้วยเหมือนกัน แต่ก็พูดด้วยความไม่มั่นใจ เพราะผมไม่ได้คลุกคลีในขบวนการทำข่าว แต่ว่าด้วยความรู้สึกก็คือว่า สื่อโดยทั่วไปไม่ใช่เฉพาะสื่อประเทศไทย สื่อทุกประเทศนะครับ มีแนวโน้มที่อยากจะทำให้ข่าวมันตื่นเต้นน่าสนใจ วิธีหนึ่งคือสร้างประเด็นที่มีความขัดแย้ง ซึ่งสร้างง่ายกว่าประเด็นที่เป็นเนื้อหาสาระ ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นก็เป็นด้วยเหตุผลแบบนี้ ถ้าสังคมพัฒนาไปสู่สังคมที่รู้วิธีเสพสื่อ สื่อก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าสื่อรีพอร์ตผิด รีพอร์ตถูก แต่เรียกว่าเป็นค่านิยมหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่าคุณเห็นด้วยหรือเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ผมเห็นด้วยครับ ขณะเดียวกัน ผมก็มองว่ารัฐบาลชุดนี้ เหมือนจะรู้ธรรมชาติของสื่อเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร จึงพยายามเล่นให้เข้าทาง ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่ารัฐบาลเข้าใจสื่อ เข้าใจการทำงานของสื่อ แล้วเข้าใจวิธีการจัดการกับสื่อได้ดีพอสมควรด้วย ที่ผ่านมาช่วงที่ผมทำวิจัยต้องยอมรับไม่ได้อยู่เมืองไทยยาว ๗-๘ ปี ไม่ยาวพอที่จะเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลนี้กับรัฐบาลเก่าๆ ได้ แต่ความรู้สึกของผม ก็คือ บรรยากาศ รัฐบาลนี้มีความสามารถในการจัดการกับสื่อได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;การจัดการของอาจารย์หมายความถึงอะไร จัดการในส่วนไหน ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จัดการ ก็คือ บริหารสื่อให้นำเสนอ บริหารไม่ได้หมายความว่าเข้าไปถือหุ้นนะครับ มันมีความหมายกว้างกว่านั้น คือมีวิธีที่เข้าไปแทรกแซงเพื่อให้สื่อนำเสนอออกมาในรูปที่ต้องการ คือ รัฐบาลทุกรัฐบาลอยากจะให้สื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเอง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้ารัฐบาลที่เน้นแนวทางมาร์เก็ตติ้งเยอะๆ ยิ่งต้องเข้าไปจัดการสื่อ เพราะถ้ารัฐบาลเชื่อว่าความมั่นคงของตัวเองขึ้นอยู่กับความเชื่อของคนทั้งประเทศ วิธีทำให้คนเชื่อ ก็คือ ทำให้สื่อเชื่อ หรือ สื่อเชื่อหรือไม่ก็ตาม ก็ขอให้สื่อเสนอในสิ่งที่รัฐบาลอยากให้คนเชื่อ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเข้ามาจัดการกับการกำหนดวาทกรรม การกำหนดหัวข้อของสื่อ ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่สื่อต้องรู้ทันและประชาชนต้องรู้ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ในส่วนนี้รวมถึงรัฐบาลเข้าไปจัดการกับสื่อเองด้วยหรือเปล่า คือเป็นเจ้าของสื่อเสียเอง ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนหลังๆ รูปแบบของการแทรกแซงในรัฐบาลนี้ ผมคิดว่าการศึกษาของหลายๆ ฝ่าย ของสมาคมนักข่าว นักนิเทศศาสตร์ นักวารสารศาสตร์เอง ก็สรุปชัดว่ามีหลายรูปแบบมาก มีทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ มีทั้งตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้าไปถือครองเองในสื่อบางสื่อ ไปเป็นผู้ถือหุ้น วิธีการแบบเก่าๆ ก็มี คือ ควบคุมสื่อวิทยุโทรทัศน์ วิธีการส่งหนังสือเตือน ให้สันติบาลมาเตือน ก็ยังหลงเหลืออยู่ วิธีการแบบใหม่ๆ เช่น ใช้เงินโฆษณา ผมคิดว่าเป็นรัฐบาลที่น่าจะเป็นผู้บุกเบิกวิธีการนี้ที่ใช้โฆษณาของรัฐวิสาหกิจ หน่วยราชการ และบริษัทในเครือข่าย ซึ่งแน่นอนงบบริษัทในเครือข่ายจะไปลงที่ใคร ผมคิดว่าประชาชนไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะเป็นสิทธิของท่านโดยสมบูรณ์ แต่งบรัฐวิสาหกิจได้มีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสถูกต้อง จัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกขั้นตอนหรือเปล่า อันนี้สำคัญ วิธีอื่นก็มีสารพัด เช่น เรื่องฟอกเงิน นี่ก็เรื่องใหม่มาก มีเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ให้ อะไรเหล่านี้ก็เป็นเรื่องใหม่ทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;การที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงในส่วนของสื่อทีวี อย่างช่อง ๕ หรือไอทีวี แยบยลมากยิ่งขึ้นไหม&lt;/span&gt; ?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่ามีความแยบยลในสื่อโทรทัศน์ ส่วนวิทยุไม่ถือว่าแยบยลมาก เพราะว่าสิ่งที่คนพูดกันหนาหูแล้ว ว่า เอ๊ะ รายการที่เคยเป็นรายการน่าดู อย่างรายการกรองสถานการณ์นั้น แต่ก่อนเป็นรายการยอดนิยมนะครับ คนชอบกันดึกๆ ผมก็ดู แต่ผมเลิกดูมาสองสามปีแล้ว เพราะรู้สึกว่าเหมือนว่าฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ เราเริ่มเกิดความไม่แน่ใจแล้ว ว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนรอบด้านหรือเปล่า คือเรื่องของสื่อเนี่ย ความถูกต้องแล้วเรื่องหนึ่ง ครบถ้วนรอบด้านเป็นอีกเรื่องหนึ่งด้วย ทุกวันนี้สิ่งที่ผมทำ ก็คือ ผมอ่านหนังสือพิมพ์เยอะกว่า อ่านทั้งหนังสือพิมพ์ไทย หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยวันหนึ่งก็อ่าน ๕-๖ ฉบับมังครับ เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เคยเปรียบเทียบไหมว่า สื่ออย่างโทรทัศน์เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วกับยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยจับข้อมูลตัวหนึ่งนะครับ ดูรายการโทรทัศน์ของรัฐช่องหนึ่ง แล้วเอามาดูว่าใครเป็นคนออกรายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองของช่องนั้น ดูตั้งแต่ปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖ ประมาณ ๒ ปีครึ่ง เก็บมาแล้วก็เอาชื่อมาให้ดู ลิสต์ชื่อทุกรายการมา แล้วให้คนในวงการหนังสือพิมพ์ ๖ คนช่วยกันดู แล้วให้คะแนนว่าคนนี้เป็นคนเชียร์รัฐบาลมากให้ไปเลยเต็มสิบ เชียร์ปานกลางให้ไปห้า เป็นกลางไม่เกี่ยวไม่มีส่วนได้เสียให้ศูนย์ ถ้าติติงรัฐบาล ลบห้า และเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลลบสิบไปเลย ปรากฏว่า แต้มมันพุ่งขึ้นนะครับในหลายปีที่ผ่านมา แปลว่าอะไร แปลว่าคนที่ความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาลไม่ได้ออกรายการนั้นอีกแล้ว หายไปๆ ทุกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;แสดงว่ารัฐบาลกำลังเข้าไปล้วงลึกถึงระดับรายการแล้ว ไม่ใช่ระดับนโยบายเหมือนที่ผ่านมา ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลวิจัยมันบอกไม่ได้ ว่าใครเข้าไปล้วง หลักฐานวิชาการไม่มี ได้ยินแต่หลักฐานแวดล้อม คือ มีคนในวงการที่เราไปสัมภาษณ์เล่าให้ฟัง บางครั้งมีรัฐมนตรีบางคนอยากจะออกรายการตอนค่ำ พอถึงสี่โมงก็โทรศัพท์มาบอกว่า ผมจะออก คนจัดรายการก็ปวดหัวมาก เพราะต้องไปยกเลิก หรือไปเลื่อนคนที่เขาไปเชิญมาก่อน เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วไหม ผมก็เคยได้ยินว่ามี แต่ว่าสิ่งที่ใหม่ในรัฐบาลนี้ ก็คือ คนที่โทรไปไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการสำนักนายกฯอย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว แต่รัฐมนตรีกระทรวงไหนก็โทรไปหมดเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;แล้วงานที่อาจารย์กำลังทำอยู่ในเรื่องของมีเดีย วอทช์ มีคอนเซปต์อย่างไงบ้างครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าวิธีการที่สังคมจะทำให้สื่อเป็นสื่อที่ดีได้ มีองค์ประกอบหลายตัว แน่นอนครับสิทธิเสรีภาพสื่อต้องมี เพราะฉะนั้นสื่อไม่สามารถทำหน้าที่สื่อที่สมควรจะทำในสังคมได้เลย แต่ว่าเมื่อมีสิทธิเสรีภาพแล้วจะต้องมีกลไกในการควบคุมอย่างใดอย่างหนึ่ง กลไกในการควบคุมมันมีหลายแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบแรกคือ ใช้ศาลเป็นที่พึ่ง เช่น สื่อนำเสนออะไรไปละเมิดสิทธิใครก็ไปฟ้อง วิธีนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งแต่เป็นวิธีที่คนยากคนจนคนที่มีสิทธิน้อยๆ สู้ไม่ไหว เพราะว่าขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องใช้ต้นทุนเยอะ วิธีที่สอง คือ วิธีการรัฐเข้าไปแทรกแซง สันติบาลมาเตือน หรือเอา กบว.แบบเก่ามาใช้ ซึ่งเป็นวิธีที่ยิ่งถอยหลังเข้าคลอง เป็นวิธีที่อันตรายที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่สาม คือ ให้สื่อกำกับดูแลตัวเอง ในซีกหนังสือพิมพ์เริ่มกันในสภาหนังสือพิมพ์ ซึ่งตั้งมา ๗ ปีแล้ว ก็มีพัฒนาการมาไกล ถามว่าแก้ปัญหาได้สมบูรณ์หรือยัง ก็คงยัง และโดยลำพังสภาการหนังสือพิมพ์เอง ก็คงแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น จึงต้องมีจิ๊กซอว์อีกตัวหนึ่ง คือ การตรวจสอบสื่อโดยภาคประชาสังคม คือ สิ่งที่เรียกว่า Media Watch ที่พวกเราอยากจะทำกันขึ้นมา เพื่อให้มีการติดตามตรวจสอบสื่ออย่างเป็นระบบ ซึ่งมุมหนึ่งตรวจสอบสื่อ ในมุมหนึ่งก็ช่วยสื่อด้วย เพราะถ้าสื่อมีกลไกในการตรวจสอบที่ดี รัฐจะไม่มีข้ออ้างในการเข้ามาแทรกแซงสื่อได้ หากมีการตรวจสอบจากประชาสังคมขึ้นมาถ่วงดุลด้วย ถ่วงดุลในแง่เมื่อรัฐจะเข้ามาแทรกแซงแล้ว ผลการตรวจสอบจากประชาสังคมอาจจะบอกว่าปัญหาของสื่ออยู่อีกที่หนึ่ง ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่รัฐอ้าง ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะทำให้สื่อมีอิสระมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่า องค์กรนี้ในมุมหนึ่งฟังชื่อดูแล้ว อาจจะเหมือนกับไม่ได้ตั้งขึ้นเป็นมิตรกับสื่อนัก แต่จริงๆ แล้วอยากให้สื่อมองเป็นกัลยาณมิตร เพราะในมุมหนึ่งถือว่าเป็นมิตรในมุมกลับ จะช่วยยกระดับพัฒนาสื่อ ถ้าเกิดเชื่อมโยงในการทำงานกับสื่อ จะเป็นผลดีมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;จะตรวจสอบในทุกๆ สื่อที่มีอยู่ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงเริ่มต้นที่สื่อกระแสหลักก่อน หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ผมคิดว่าสามสื่อนี้ โทรทัศน์อาจจะน่าเป็นสื่อที่น่าสนใจที่สุดในการเริ่มตรวจสอบ เพราะจำนวนช่องไม่ได้เยอะ การตรวจสอบง่ายกว่า ในเวลาเดียวกันวิทยุเป็นสื่อที่น่าสนใจมาก แต่ว่าจำนวนช่องเยอะมาก คงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;มีโครงคร่าวๆ หรือยังครับว่าจะตรวจสอบในแง่ไหน ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตรวจสอบในแง่ของการนำเสนอข่าวสาร ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์เสนอข่าวสารครบถ้วนในประเด็นที่ควรนำเสนอหรือไม่ เพราะตัวสำคัญที่สุดในการแทรกแซงสื่อ ก็คือ การกำหนดวาระ (agenda) การเลือกอะไรเป็นข่าว อะไรไม่เป็นข่าว อันนี้สำคัญมากยิ่งกว่ามีข่าวและเสนอข่าวใดด้วยซ้ำ เพราะว่าบางเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่เป็นข่าวเลย ก็ไม่มีประเด็นถกเถียงของสาธารณะ ฉะนั้นคงต้องตรวจสอบตั้งแต่ตอนนี้เลย โทรทัศน์เลือกอะไรเป็นข่าว เลือกอะไรไม่เป็นข่าว เหมือนกันหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคุณภาพนั้น เป็นขั้นต่อไป ซึ่งต้องถกเถียงกันว่า ไอ้อย่างนี้เรียกว่าคุณภาพหรือไม่ เราจะทำเรื่องที่มีความชัดเจนก่อน เราในที่นี้ไม่ได้แปลว่าผมคนเดียว ไม่ได้แปลว่าทีดีอาร์ไอ เป็นกระบวนการกระทำที่อยู่ในใจของคนจำนวนเยอะมาก พอปรึกษาหารือกับใครก็ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ผมคิดว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยสร้างสรรค์วงการสื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;องค์กรตรวจสอบที่มีอยู่ตอนนี้ล่ะครับ ทำงานได้น่าพอใจแค่ไหน ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วยได้เยอะนะครับ อย่างสภาการหนังสือพิมพ์ ก็ช่วยรับเรื่องร้องเรียน ช่วยแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ ได้พอสมควร แต่โดยธรรมชาติองค์กรทุกองค์กร ถ้าไม่มีการตรวจสอบจากภายนอกด้วย ก็จะไม่สมบูรณ์&lt;br /&gt;พูดง่ายๆ คือจะเป็นเกราะอีกชั้นหนึ่งให้กับสื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ครับๆ ผมอยากสื่อให้มองแบบนั้น เพราะว่าจริงๆ แล้วศัตรูตัวร้ายของสื่อ ก็คือ การแทรกแซงสิทธิเสรีโดยอำนาจ ถ้าตรวจสอบโดยภาคประชาสังคม ถึงอย่างไรเราก็ทำอะไรมากกว่าให้ข้อมูล เตือนประชาชนไม่ได้ ใช้อำนาจอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมายเลย เป็นของที่ไม่มีอันตรายใดๆ&lt;br /&gt;ถ้าเกิดถูกมองว่าองค์กรนี้เป็นแนวร่วมของเขาล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวร่วมของรัฐบาลหรือครับ คิดว่ารัฐบาลเก่งที่เอาผลอย่างหนึ่งไปตีความอีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าทุกรัฐบาลเก่งในเรื่องนี้มาตลอด เพราะในวงการการเมือง ก็คือ การฉวยโอกาส เป็นเรื่องปกติ ก็ต้องระวัง ต้องรู้ว่าทำยังไงถึงจะให้มีการฉวยโอกาสกันได้น้อยที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ถ้าจะให้เรตเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อบ้านเรา อาจารย์ให้สักเท่าไร ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ทราบจริงๆ ครับ รู้แต่ว่าน้อยลง แต่นักวิชาการถ้าพูดตัวเลขออกมา เดี๋ยวเขาก็ถามที่มาที่ไปเป็นอย่างไง เช่น ไอ้สามหมื่นล้านของอาจารย์สังศิต มาจากไหน ผมให้ ๗ แล้วมาถามผมว่าไอ้ ๗ เนี่ยแปลว่าอะไร ไล่มาจากไหน ผมก็ตอบไม่ได้นะ เพราะงั้นโดยวิสัยนักวิชาการขอไม่พูด ถ้าไม่มีข้อมูล&lt;br /&gt;แค่น้อยลงแน่ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครับ ความรู้สึกคือว่าน้อยลง ซึ่งเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อจะมีหน่วยงานวัดอยู่ ว่าปีที่ผ่านมาสกอร์สิทธิเสรีภาพสื่อไทยแย่ลง และมีคอมเมนท์ชัดเจนว่า ทำไมเขาให้แต้มแย่ลง คอมเมนท์เรื่องรัฐบาลทักษิณเข้ามาแทรกแซงสื่อกี่เรื่องๆ ตรงนี้ก็มีใบเสร็จอยู่ แต่ใบเสร็จของต่างชาตินะครับ ผมเอามาใช้ เดี๋ยวคนก็เอามาถามอีก ถ้าคุณถามอย่างนี้มีไหม ผมก็บอก พอมี คุณจะเชื่อหรือไม่ คุณก็ต้องไปตรวจสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;การแทรกแซงสื่อของรัฐบาลชุดนี้ ดูเหมือนจะน่ากลัวกว่าการแทรกแซงสื่อแบบซึ่งๆ หน้า เช่น การเสนอข่าว การห้ามลงข่าว คือ ตอนนี้ทุกๆ สื่อ มีของนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเต็มไปหมด แบบนี้จะทำให้เสรีภาพของสื่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสรีภาพมีสองส่วนนะครับ ส่วนหนึ่งคือโครงสร้าง ตอนนี้เขาก็มาจากโครงสร้าง อีกส่วนหนึ่ง คือ ส่วนจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณไม่ไปไหน ก็ยังสู้กันได้อีกยกครับ ผมคิดว่าขณะนี้จิตวิญญาณเริ่มแข็งแรงขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจดีขึ้น แต่จิตวิญญาณอย่างเดียว หล่อเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มีเส้นเลือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมรู้สึกว่านักหนังสือพิมพ์เท่าที่ผมสัมผัสดู คิดว่าคนที่มีจิตวิญญาณเหลืออยู่เต็มที่ ยังมีอยู่มาก เงื่อนไขและสถานการณ์ทำให้ทำงานได้บางส่วนบางสถานการณ์มันยาก หรือมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ว่าผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น บรรยากาศดีขึ้น จิตวิญญาณที่แท้จริงก็ออกมาว่า พร้อมที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อาจารย์เชื่ออย่างนั้น ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังเชื่อครับ อย่างน้อยในเจนเนอเรชั่นหนังสือพิมพ์ที่เป็นคนรุ่นก่อตั้ง เพราะเป็นรุ่นที่ทำด้วยอุดมการณ์จริง ในช่วงนั้นทุกคนไม่ได้เห็นว่าสื่อจะเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่อะไรอย่างทุกวันนี้ เจนเนอเรชั่นอย่างนี้ผมสัมผัสน้อย แต่กับนักข่าว ผมคิดว่านักข่าวหลายคนมีวิญญาณอยู่ อันนี้ผมคิดว่าสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;พอจะประเมินได้ไหมครับ ว่าสื่อในทศวรรษหน้า หรือว่าอีก ๔-๕ ปีข้างหน้า รูปแบบจะเป็นยังไง ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอ้โห เอาขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าสิบปี ผมไม่ได้มีวิสัยทัศน์ยาวไกลขนาดนั้น แต่ว่าแนวโน้มเห็นกันเฉพาะตัว โดยเฉพาะสื่อทีวีกับสื่อวิทยุค่อนข้างน่าเป็นห่วง สื่อทีวีเริ่มมีการผนวกกันระหว่างสถานีกับคนทำรายการ ที่ชัดก็คือไอทีวีผนวกกับคุณไตรภพ กันตนา ช่อง ๗ ก็ไปถือหุ้นในมีเดีย ออฟ มีเดียส์ และจะมีแนวโน้มอย่างนี้เกิดขึ้นเยอะ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการผนวกกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าผนวกกันระหว่างคนทำรายการกับคนที่เป็นสถานี ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ คนทำรายการย่อย เช่น ผมไม่มีค่าย ไม่มีสี ผมจะเข้าไปยากมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบการก็พูดไว้ชัดเลยนะครับ ว่าถ้ามีตัวเลือกระหว่างเป็นลูกกับไม่เป็นลูก ก็ต้องเลือกลูกไว้ก่อน ตรงไปตรงมาดีครับ วงการวิทยุก็คล้ายๆ กัน ที่ผ่านมามีบริษัทเทปไปประมูลคลื่นวิทยุมาเยอะ แล้วเปิดเพลงของตัวเองเยอะกว่าสถานีที่เป็นสถานีอิสระ เพราะต้องการโพรโมตเทป อันนี้เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ทุกคนรู้ แล้วอย่างนี้ศิลปินอิสระจะเกิดอย่างไร ปรากฏการณ์ที่สอง คือ วิทยุเครือข่ายระดับประเทศกลับมาอีกแล้ว สถานีวิทยุท้องถิ่นจะทำยังไง ตรงนี้ก็มีแนวโน้มน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวโน้มที่สามที่ยังไงก็ต้องพูด คือ สื่อแพร่ภาพกระจายเสียงสื่อวิทยุโทรทัศน์เข้าตลาดกันเป็นส่วนใหญ่ครับ ด้วยเหตุผลเตรียม กสช.ระดมทุนหรืออะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดมันก็จะเป็นในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้าตลาดหุ้นก็ต้องทำเพื่อผู้ถือหุ้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีกลไกอื่นเข้ามาเสริมสองกลไกนี้ ผมคิดว่าระบบสื่อจะยิ่งเสียสมดุล กลไกที่หนึ่ง ก็คือ ต้องมีวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ อย่าง บีบีซี เอ็นเอชเค ซึ่งให้บริการสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคม แต่ไม่ทำกำไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สอง คือ วิทยุชุมชน ซึ่งกฎหมายก็เอื้อปูทางไว้เยอะแล้ว คลื่นความถี่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของภาคประชาชน ถ้าไม่มีการตะแบงกันนะครับ โดยเจตนาก็กำลังจะเกิดอยู่แล้ว ถ้าไมใช่ไปบอกให้แต่ละจังหวัดไปทำวิทยุชุมชนกันมาแบบระบบราชการอีก แล้ววิทยุชุมชนจะเป็นตัวที่สะท้อนเสียงท้องถิ่นขึ้นมา และให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมคิดว่าถ้ามีสองตัวนี้ขึ้นมา หากสื่อไปในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ระบบโดยรวมก็ยังอยู่ได้ ถ้าเกิดไปพาณิชย์ยิ่งขึ้น ผนวกกันมากยิ่งขึ้น แล้วสื่อทางเลือกก็ไม่เกิดเลย อย่างนี้สังคมก็จะเสียโอกาสเยอะมากในการได้รับข่าวสารที่มันครบถ้วนรอบด้าน อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า More of the same คือ มีเยอะขึ้นๆ เหมือนกันหมด ก็คือว่า คุณจะเป็นเอชบีโอ คุณจะซีนีแม็กซ์ คุณจะเป็นใครก็แล้วแต่ คีย์ของคุณมันก็ต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ว่าเกรดไหนๆ แต่ว่าโดยรวมมันก็ไม่ใช่หนังทางเลือก เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ทุกวันนี้ทีวีไทยไม่มีต่างกันเลยใช่ไหมครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอมีต่างนะ เช่น ช่อง ๓ เขาบอกว่าเขาทำรายการบันเทิง แต่เขาจะไม่เน่ามากเท่ากับบางช่อง ช่อง ๙ เขาก็บอกว่าเขาต้องการเป็นช่องที่มีข่าวสาร ก็มีส่วนนั้นอยู่ แต่ว่าความหลากหลายเนี่ย ไม่ใช่ความหลากหลายของรายการอย่างเดียวว่า เกมโชว์กับข่าว แปลว่าหลากหลาย มันมีความหลากหลายอีกหลายมุม หลายตัว และที่สำคัญที่สุด คือ ความหลากหลายทางความคิด เห็นว่าใครไปโผล่ในจอ ใครไปโผล่ในคลื่นวิทยุ คนเหล่านั้นเป็นคนจากกกลุ่มเดียวหรือเปล่า คนในท้องถิ่นมีโอกาสหรือเปล่า คนที่หลากหลายมีโอกาสหรือเปล่า ประเด็นที่ขัดแย้งกัน บ่อนอก หินกรูด ปากมูล ภาคใต้ คนที่คิดไม่เหมือนกับรัฐบาลมีโอกาสเสนอข่าวสารที่เป็นทางเลือกหรือเปล่า ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญ ซึ่งตัวนี้ต่างหากที่กำลังหายไปๆ&lt;br /&gt;องค์กรอิสระอย่าง กสช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) จะช่วยเพิ่มความหลากหลายขึ้นมาได้มั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ต้องดูโหวงเฮ้งของ กสช.ก่อน ถ้าดูโหวงเฮ้งแล้วเป็นโหวงเฮ้งของร่างทรงก็คงหวังยากนะครับ เพราะว่าโดยโครงสร้างของการตรวจสอบ กสช.เนี่ย ยิ่งยาก คือ คนไปเข้าใจว่ามี กสช.เข้ามาจะแก้ปัญหาได้หมด จริงๆ แล้ว หากมี กสช. ขึ้นมา สมมติว่า ออกมาแย่ จะแย่ยิ่งกว่าปัจจุบันอีกนะครับ เช่น ปัจจุบันรัฐบาลทำอะไรไม่ชอบมาพากล อย่างน้อยรัฐบาลยังห่วงคะแนนเสียงบ้าง อยากจะได้รับเลือกตั้งกลับมา แต่ห่วงมากห่วงน้อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่ กสช.จะไม่สนใจเลยนะครับ ผมอยู่แล้ว ผมแช่เลยนะครับ และผมไม่ได้รับการเลือกตั้งมา ผมมาจากการสรรหา หากผมไม่ผิดกฎหมายจังๆ ไม่ทุจริต ท่านเอาผมออกไม่ได้นะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น กรณีแย่ที่สุดเลย ก็คือ รัฐบาลอาจจะใช้ กสช.เป็นแพะจัดการให้ เหมือนกับใช้อนุญาโตตุลาการ แล้วบอกว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่เกี่ยวเป็นเรื่องของอนุญาโตตุลาการ แล้วก็บอกว่ารัฐบาลควบคุมไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้อง กฎหมายบอกว่า กสช.อิสระ เสร็จเลยครับอย่างนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;บทบาทของอาจารย์ในฐานะนักวิจัย ออกมาพูด ออกมาติติง หรือนำเสนอความคิดเห็นบ่อยครั้งอย่างนี้ มีผลอะไรต่อตัวเองไหม ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยมีบางครั้งที่ตอนนั้นผมไม่อยากให้เป็นข่าว พอมีเรื่องขัดแย้งเยอะๆ ในผลประโยชน์โทรคมนาคม ก็มีคนฝากบอกไปทางคุณแม่ของผม ว่าลูกชายยังอายุน้อย ยังมีอนาคต ขอให้ระมัดระวังตัวหน่อย แต่พูดจาฟังดูหวังดีเป็นมิตรนะครับ แต่ไอ้หวังดี ไม่รู้ว่าหวังดีแต่ประสงค์ร้ายหรือเปล่า บางครั้งก็มีนะครับ บอกว่า เออ ที่พูดไปดี แต่ระวังตัวหน่อยนะ อะไรอย่างนี้ ซึ่งตีความยาก ว่าเป็นการให้กำลังใจหรือเป็นการขู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;กลัวไหมครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมไม่ค่อยได้คิดกับเรื่องพวกนี้นะ คิดว่าทำตามหน้าที่ และก็คิดว่าถ้าเราทำอะไรอยู่ในรีตในรอย สังคมคุ้มครองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;แล้วคนรอบข้างล่ะครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไรนะครับ ถ้าเราไปให้ความสำคัญกับรังสีอำมหิตเกินไป ก็ทำงานกันไม่ได้ อย่างที่มีคนบอกว่า ความน่ากลัวที่น่ากลัวที่สุด คือ ตัวความกลัวนั่นเอง เช่น พอเจอนิดเดียวก็ลนลานไปหมด ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์บางทีก็กลัวไปเอง ก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือนักวิชาการถ้ากลัวแล้วเซ็นเซอร์กันหมด สังคมตายเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นขาประจำเนี่ย ผมคิดว่า ผมไม่ได้ชอบวาทกรรมนี้ แต่ถ้าทรีตขาประจำให้ดีหน่อย ขาประจำจะมีกำลังใจนะครับ อันนี้ไม่ได้แปลว่าไปยุขาประจำนะครับ หมายความว่าคนที่ผมคิดว่าสมควรจะออกมาเป็นปากเป็นเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าขาจร ถ้ากลับมา ขาประจำอย่างผมก็สบายด้วย เฮ้ย (หัวเราะ) พูดอย่างนี้เหมือนกับไปยอมรับว่าเป็นขาประจำสิ (หัวเราะ) ไม่เอาขอถอนคำพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อาจารย์ถูกตัดงบวิจัยหรือเปล่าครับ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องตั้งคำถามว่า อิสรภาพของเราในการทำการวิจัยมาจากไหน อย่างของทีดีอาร์ไอ หลักเลยก็คือเราก็ต้องกระจายความเสี่ยง เราต้องมีขอบเขตในการรับงานที่กว้างทั้งในและต่างประเทศ จากหน่วยงานต่างๆ แล้วในเวลาเดียวกันเรื่องคุณภาพเราก็ลดหย่อนไม่ได้ เพราะถ้ามี ความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้น ต้องทำงานให้ดี ผมคิดว่าถ้ามองในเชิงสร้างสรรค์ เราต้องแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หมายความว่าต้องแสวงหาทุนจากข้างนอกให้ได้มากขึ้น ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องมีความหลากหลายอยู่แล้ว ในประเทศเองต้องมีหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาลน้อยลง หลากหลายมากขึ้น กับต่างประเทศก็ถ้าเป็นทุนที่ไม่มีปัญหาทำงานแล้วเกิดประโยชน์กับประเทศไทย เราก็พร้อมที่จะร่วมงานอยู่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้อาจารย์รับงานหรือว่าทำหัวข้อหลากหลายมาก ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นส่วนหนึ่งด้วย เพราะถ้าเราทำอยู่เรื่องเดียว และถ้าจุดนั้นเป็นจุดที่ถูกปิดไว้ ทำเรื่องอื่นไม่ได้เลย ก็จบเลย ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำหลากหลายพอสมควร พอทำหลากหลายก็เลยได้รับคำชมว่า นายสมเกียรติ พูดทุกเรื่อง (หัวเราะ) แต่ก็อย่างที่เรียนว่าไอ้เรื่องที่เราพูดเป็นเรื่องที่เราเคยทำ ถ้าเราไม่เคยทำเราก็ไม่พูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เป็นเพราะความสนใจของอาจารย์ หรือว่าจำยอมทำ ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นความสนใจด้วยครับ เรื่องไหนที่ไม่สนใจก็คงไม่ไปทำ ผมมีความสนใจส่วนตัวผมอยู่ ผมอยากทำแนวไหนๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;แต่อาจารย์จบทางด้านวิศวกรรมมา อาจารย์ได้วิจัยทางด้านวิศวกรรมบ้างไหม ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยทำแล้วเลิกทำไปแล้วครับ ตอนผมทำงานอยู่ต่างประเทศผมเคยทำ งานแรกที่ผมทำอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นบริษัทวิจัยแล้วเขาไปทำ ทำนายราคาหุ้น ถ้าทำแล้วสำเร็จแล้วรวยเละเลยนะครับ (หัวเราะ) ก็มีความสนุกได้พบอะไรแปลกๆ ไปจดสิทธิบัตร สนุกสนาน แต่ว่าความท้าทายจริงๆ นั้น ไม่ได้เป็นการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ วิจัยในด้านสังคมมากกว่า ถึงได้เปลี่ยนแนวมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;การใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาวิจัยทางด้านสังคม ช่วยได้เยอะไหม ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงไม่ได้เรียกว่าอย่างนั้นนะครับ คงเรียกว่ามาเรียนรู้ใหม่ มานั่งอ่านหนังสือใหม่ คือ ทำงานหนักมาก เพราะคนละทาง ที่ผมเรียนมาจริงๆ ก็คือ ทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์คิดเป็น ให้หุ่นยนต์คิดเป็น ให้คอมพิวเตอร์เข้าใจคน ซึ่งใช้กับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ถ้าได้ทุนสักก้อน แล้วทำหุ่นยนต์สักตัวหนึ่ง อาจารย์สนใจมั้ย ?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความท้าทายไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ ความรู้สึกลึกๆ คือ อยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในบางแง่ ที่เปลี่ยนไม่ได้ไปเปลี่ยนพลิกอะไรมากมาย แต่หมายความว่าทำให้เกิดความเข้าใจขึ้น คนไม่เคยรู้เรื่องอะไร แล้วเราไปทำให้คนในสังคมเข้าใจดีขึ้น ถ้าทำตรงนี้ได้ ก็เป็นสิ่งที่เราคาดหวังอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูเหมือนผมจะยังฝังใจอยู่นะ ว่าอยากจะทำอะไรที่มีผลกระทบกับสังคมมากกว่าเทคโนโลยีอย่างเดียว ผมอยากทำงานวิชาการดีๆ หมายความว่า ตีพิมพ์ในวารสารมีชื่อ ด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ ลึกๆ ผมยังคิดอย่างนี้อยู่ แล้วก็ไม่ได้มีความสุขนะที่ออกมาพูด ส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ แต่ถ้าคุณออกมาพูดแล้วมีความขัดแย้ง ชีวิตคุณก็ต้องเปลี่ยน เพราะเครียด ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือมีคนที่ไม่ชอบเราเพิ่มขึ้น เพราะเราไปขัดผลประโยชน์เขา ผมไม่ได้คิดว่านี่คือสิ่งที่เราคิดว่าจะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปแล้วทำงานวิจัยดีๆ เป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/20949846-113737357254195256?l=thaiprofile.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default/113737357254195256'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default/113737357254195256'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thaiprofile.blogspot.com/2006/01/blog-post_15.html' title='ดร สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์'/><author><name>sydnie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15333766276350906384</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-20949846.post-113718661032430720</id><published>2006-01-13T13:06:00.000-08:00</published><updated>2006-01-13T13:10:10.326-08:00</updated><title type='text'>About ปูมหลังคนดัง</title><content type='html'>If you cannot view, please set "encoding" (under View at the top) to Unicode.  Thanks !!!&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/20949846-113718661032430720?l=thaiprofile.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default/113718661032430720'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default/113718661032430720'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thaiprofile.blogspot.com/2006/01/about.html' title='About ปูมหลังคนดัง'/><author><name>sydnie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15333766276350906384</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-20949846.post-113718551643353344</id><published>2006-01-13T12:44:00.000-08:00</published><updated>2006-01-22T15:29:36.823-08:00</updated><title type='text'>วรภัทร โตธนะเกษม : นักกฏหมาย Vs นักเศรษฐศาสตร์</title><content type='html'>&lt;a href="http://photos1.blogger.com/blogger/5135/1445/1600/warapatr.jpg"&gt;&lt;img style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; CURSOR: hand" alt="" src="http://photos1.blogger.com/blogger/5135/1445/320/warapatr.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;strong&gt;ข้อมูลบุคคล&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ตำแหน่ง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเรทติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่น จำกัด (ทริส)&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;เกิด&lt;/span&gt; วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;สถานภาพ&lt;/span&gt; สมรสกับ นางกิตติยา โตธนะเกษม มีธิดา 1 คน&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ประวัติการศึกษา :&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ University of Illinois Urbana- Champaign สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;- ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ University of Illinois Urbana – Champaign สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;- ปริญญาโทบริหารธุรกิจ Kellogg School of Management Northwestern University Evanston Illinois สหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;- ปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ - ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมดีมาก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;strong&gt;ปูมหลัง ศ.ดร.วรภัทร โตธนะเกษม&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กหนุ่มที่เติบโตจากต่างจังหวัด บุคลิกไม่เปลี่ยนแปลง เป็นนักวิชาการใจดี ใส่แว่นตาหนาเตอะ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารองค์กรที่มีความสำคัญต่อตลาดทุน นอกจากฝีมือล้วนๆ โชคต้องเข้าข้างด้วย ดร.วรภัทร โตธนะเกษม กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยเรตติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่นเซอร์วิส หรือทริส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.วรภัทร เกิดเมื่อ 30 พฤษภาคม 2492 ที่ตำบล บ้านบุ่ง จ.พิจิตร ที่ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า จึงต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำน่านเป็นทั้งน้ำดื่มและน้ำใช้ในเวลาเดียวกัน เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนสี่คนของเกียงู่-วิง แซ่โตว บิดาเป็นชาวไหหลำเดินทางมาตั้งรกรากที่เมือง ชาละวัน ส่วนมารดาเป็นชาวพิจิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.วรภัทร เติบโตและเรียนระดับชั้นประถมที่โรงเรียนบ้านวังกลม จนถึงชั้นประถม 4 ต้องเดินทางไกลเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อพี่สาวแต่งงานกับคนอยุธยาจึงย้ายตามมาด้วย และเข้าเรียนต่อชั้นประถม 5 ที่โรงเรียนสุนทรวิทยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรียนต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย ด้วยนิสัยที่เคร่งขรึม ไม่พูดไม่จาส่งผลให้การเรียนอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษที่ไม่เก่งเลย และชีวิตของเขาจุดประกายเมื่อเรียนอยู่มัธยม 5 บังเอิญ ครูไพรัช คล้ายมุข ที่จบจากอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มาสอนที่นี่ ชีวิตของดร.วรภัทรจึงเริ่มสดใส เมื่อชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ ครูคนนี้ได้ตั้งคำถาม และชี้ไปที่เด็กชายวรภัทรให้ลุกขึ้นตอบ บังเอิญ เขาตอบคำถามถูกจึงได้รับคำชมจากครู ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่านั่นคือ การเดา จากคำชมวันนั้นเป็นต้นมา ดร.วรภัทรมีกำลังใจและมุ่งมั่นอ่านภาษาอังกฤษ เปิดดิกชันนารี เขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บังเอิญ ในปีเดียวกัน ซีดริค แซมป์สัน อาสาสมัครชาวอเมริกันมาสอนที่โรงเรียน เขาจึงมีโอกาสฝึกฝนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา จนกระทั่งสามารถสอบได้ที่ 1 ในโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน AFS ระหว่างเรียนอยู่มัธยม 6 เมื่อสอบติดต้องมาสอบสัมภาษณ์ที่สถาบันเอยูเอ เป็นการเข้าเมืองกรุงครั้งแรกและเขาสอบสัมภาษณ์ผ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าจะเรียนไม่เก่ง แต่ ดร.วรภัทร สามารถสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะบัญชี ธรรมศาสตร์ได้ นับเป็นการใช้ชีวิตในเมืองกรุงอย่างเป็นกิจจะลักษณะครั้งแรกด้วย นั่งเรียนได้ 2 เดือน ก็เดินทางไปอเมริกา 2 เดือน ตามโครงการ AFS ใน ปี 2509&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังกลับจากอเมริกาก็กลับเข้าเรียนต่อในคณะบัญชี แต่ครั้งนี้เริ่มเบื่อการเรียนและรู้สึกว้าเหว่ จึงตัดสินใจวางแผนชีวิตตัวเองใหม่ เขาคิดและถามตัวเองว่าอนาคตอยากเป็นอะไร และจากการเป็นคนที่มีมุมมองกว้างและยาวไกล มีปรัชญาในชีวิต จึงมี 2 ทางเลือก คือ นักกฎหมายและ นักเศรษฐศาสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.วรภัทรตัดสินใจเดินไปคณะนิติศาสตร์ บังเอิญ ที่นั่งเรียนเต็ม จึงต้องเข้าเรียนเศรษฐศาสตร์ สมัยนั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์เป็นคณบดี และเขาก็เรียนจบที่นี่&lt;br /&gt;ช่วงที่เรียนอยู่ปีสุดท้าย ธนาคารกสิกรไทยประกาศสอบชิงทุน แต่เขาไม่คิดจะสอบเพราะรู้สึกว่าค่าสมัครสอบแพงมาก (100 บาท) จึงเดินทางกลับไปเยี่ยมพี่สาวที่อยุธยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเล่าให้พี่สาวฟัง พี่สาวจึงให้เงิน 100 บาทแล้วบังคับให้มาสอบ และเขาก็สอบได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้อ่านหนังสือแม้แต่หน้าเดียวเพราะช่วงนั้นหัวคิดของ ดร.วรภัทรมีแต่การเมืองและประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากสอบข้อเขียนผ่าน ด่านต่อไป คือ สอบสัมภาษณ์ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ โดยมีคุณหญิงสุภาพ วิเศษสุรการ, ศ.ดร.ประชุม โฉมฉาย, บัญชา ล่ำซำ และผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศอีก 3 คนเป็นคณะกรรมการสอบ&lt;br /&gt;"ในอนาคตอยากเป็นอะไร" คุณหญิงสุภาพถาม&lt;br /&gt;"ผมอยากเป็นนักการเมืองที่ดี"&lt;br /&gt;"อยากเป็นนักการเมืองแล้วมาขอทุนแบงก์ทำไม" คุณหญิงสุภาพสงสัย&lt;br /&gt;"ผมอยากทำงานเพื่อสังคม อยากให้คนไทยมีชีวิต ที่ดีขึ้น หากปล่อยไว้เช่นนี้แล้วใครจะลงไปช่วย และการสัมภาษณ์วันนี้คิดว่าผมไม่ได้ทุนหรอก" ดร.วรภัทรตอบ จากปรัชญาแนวคิดของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครึ่งชั่วโมงผ่านไป บัญชา ล่ำซำไม่ถามสักคำถาม ปล่อยให้คุณหญิงสุภาพถามคนเดียว แต่ก่อนที่จะลุกจากเก้าอี้บัญชาเอ่ยปากถามว่า "แล้วคิดหรือไม่ว่าเป็นนายแบงก์นี่ก็ช่วยเหลือสังคมได้"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"ได้แน่นอนครับ แต่ไม่มากนัก" ดร.วรภัทรตอบคำถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากสอบสัมภาษณ์เสร็จสิ้น เขามั่นใจว่าไม่ได้แน่นอน แต่แล้วบ่ายวันนั้นผลประกาศออกมาเขาสอบได้ ซึ่งตนเองก็ยังงงๆ กับผลการสอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อจบปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ ปี 2514 เขากลับไปอเมริกาอีกครั้งเพื่อศึกษาต่อด้วยทุนกสิกรไทย โดยเลือกศึกษาที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น&lt;br /&gt;เอ็มบีเอ (การเงินและการบริหารอุตสาหกรรม) เป็นหลักสูตรที่เลือกเรียน แต่ไม่รู้ว่าเอ็มบีเอคืออะไร และไม่รู้จะลงเรียนวิชาอะไร พูดง่ายๆ เขาให้ทุนไปก็ไป ความรู้สึกผิดหวังในตัวเองจึงเกิดขึ้นถึงขนาดจะกลับบ้าน แต่ก็เกิดขึ้น ชั่วครู่เท่านั้น จึงทนเรียนจนจบปริญญาโทในปี 2516&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดร.วรภัทรเข้าฝึกงานที่ธนาคารคอนติเนนทัลเป็นเวลา 1 ปี และปี 2517 กลับเมืองไทยก็ทำงานใช้ทุนที่ธนาคารกสิกรไทยในตำแหน่งพนักงานชั้นกลางฝ่ายต่างประเทศ โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล และณรงค์ ศรีสอ้าน เป็นผู้บังคับบัญชา เพียงแค่หนึ่งปีก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าส่วนประจำสำนักบริหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์พิเศษ ที่คณะพาณิชย-ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามคำเชิญของอาจารย์สังเวียน อินทรวิชัย นอกจากจะเป็นแบงเกอร์และอาจารย์แล้วยังได้เป็นลูกศิษย์ในคณะนิติศาสตร์ ภาคค่ำที่ธรรมศาสตร์ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยได้ 6 ปีก็ได้รับโปรโมตให้เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย ถึงตรงนี้ ดร.วรภัทรไม่ต้องการอะไรในชีวิตอีกแล้ว จึงตัดสินใจบินกลับไปอเมริกาเพื่อศึกษาระดับปริญญาเอกในปี 2523&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาใช้เวลาเพียง 2 ปี 8 เดือนก็จบระดับปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ พร้อมกับปริญญาโทด้านอุตสาหกรรมองค์กรอีกด้วย เดินทางกลับเมืองไทยอีกครั้ง ดำเนินชีวิตเหมือนเดิมทั้งเป็นแบงเกอร์ และอาจารย์ และในปี 2535 ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ดูแลสายงานสินเชื่อบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยบุคลิกที่เป็นนักวิชาการที่มีความเชื่อมั่นตลอดเวลา จึงเกิดความรู้สึกว่างานที่ธนาคารกสิกรไทยเริ่มย่ำอยู่กับที่ จึงตัดสินใจลาออกในปี 2539 ไปเป็นนักวิชาการเต็มตัว พร้อมกับรับเป็นประธานให้กับองค์กรต่างๆ อาทิ ประธานกรรมการบริหารโครงการปริญญาโทบริหารธุรกิจ ธรรมศาสตร์, ที่ปรึกษาบริษัทในกลุ่มบางปะกงอินดัสเตรียล พาร์ค หรือประธานกรรมการบริหารด้านหลักทรัพย์ บงล. ซิทก้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำงานเป็นวิชาการอิสระไม่ทันไรก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจพร้อมกับความรู้สึกเดิมๆ กลับมาอีกครั้ง จนกระทั่งได้พบกับ ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ทริส ซึ่งกำลังจะรีไทร์ตนเองจึงขอให้ ดร.วรภัทรมาช่วย งานแทน กุมภาพันธ์ 2541 เข้ารับช่วงแทน ดร.วุฒิพงษ์ และเป็นช่วงที่ทริสกำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติ แต่เขาก็ ประคับประคององค์กรให้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความรู้สึกของ ดร.วรภัทร บรรยากาศ และรูปแบบการทำงานของทริสมีความลงตัวที่สุด เพราะอยู่ตรงกลางระหว่างปรัชญา วิชาการ และโลกธุรกิจ เขาพอใจและมีความสุข และจะมีมากขึ้นหากทริสก้าวไปด้วยความมั่นคงมากกว่าทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;Career Hightlight&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ตำแหน่งงานในอดีต:&lt;/span&gt;&lt;strong&gt; &lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-อนุกรรมการ ปรับปรุงบทบาทภารกิจ และวิธีการบริหารงานภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ สำนักงาน ก.พ. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ ร่างพระราชบัญญัติแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ กระทรวงการคลัง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระ สำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ กระทรวงการคลัง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ คณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างระบบแรงจูงใจพนักงานรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ คณะกรรมการพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ การจัดทำและเผยแพร่ดัชนีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-คณะทำงานยกร่างกฎหมายจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลอิสระสาขาพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-อนุกรรมการ รับหลักทรัพย์จดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-หัวหน้าคณะทำงานร่าง “จรรยาบรรณธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย” สมาคมธนาคารไทย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-รองประธานกรรมการ สมาคมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-เลขาธิการ สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-ประธาน ชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สังกัดสมาคมธนาคารไทย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-บรรณาธิการวารสาร “ธนาคาร” ของสมาคมธนาคารไทย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการสภา มหาวิทยาลัยทักษิณ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทางด้านวิชาการประจำภาค/สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-ที่ปรึกษา ฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-ประธานกรรมการบริหาร โครงการปริญญาโทบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการที่ปรึกษา โครงการการตลาดภาคภาษาอังกฤษ (MIM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ โครงการปริญญาโทสำหรับนักบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ โครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ (Yonok MBA) วิทยาลัยโนก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-ที่ปรึกษา โครงการปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการบริหาร โครงการบัณฑิตศึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการ โครงการรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-กรรมการมูลนิธิบูรณะพัฒนาชนบท &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;-ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (2538) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000000;"&gt;(source: SEC,MGR)&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/20949846-113718551643353344?l=thaiprofile.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default/113718551643353344'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/20949846/posts/default/113718551643353344'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thaiprofile.blogspot.com/2006/01/vs.html' title='วรภัทร โตธนะเกษม : นักกฏหมาย Vs นักเศรษฐศาสตร์'/><author><name>sydnie</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15333766276350906384</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry></feed>
