ดร สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

"ขา็โจ๋แห่งทีดีอาร์ไอ"
ดร สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ "ขา็โจ๋ทีดีอาร์ไอ" หรือ "ดร. ผมม้า" โด่งดังมีชื่อเสียงตั้งแต่เด็กๆ ด้วยเป็นเด็กเรียนเก่ง(มาก) สอบได้ที่หนึ่งประเทศไทย แต่มีปัญหาด้านวุฒิการสมัครจึงไปเรียนต่อ ญี่ปุ่น จนจบปริญญาเอกวิศวกรรมศาสตร์ที่ Tokyo Institute of Technology หลังจบการศึกษาเข้าทำงานกับ Nomura Research Institute ซึ่งเป็น research house ของวาณิชธนกิจขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น
ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่าย Infomation Economy, Sciences and Technology Development ของทีดีอาร์ไอ
ดร สมเกียรติ สร้างชื่อจากลีลาการตรวจสอบ ผลประ็โยชน์ทับซ้อนของนายกทักษิณแบบถึงลูกถึงคน ดุดันในสไตล์ "แรมบ้า" เริ่มจากการนำเสนองานวิชาการ(กึ่งการเมือง) โดยใช้เทคนิคทางเศรษฐศาสตร์มิติ หรือ Econometrics โยงให้เห็นว่าหุ้นที่มีความเกี่ยวโยงกับ ดร.ทักษิณไม่ทางตรงก็ทางอ้อม (เช่น AIS, ShinSat etc.) จะมีราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นตัวอื่นที่ไม่มี "Thaksin Effect"
ล่าสุด ดร สมเกียรติ กลับมาอีกครั้งด้วยในสไตล์ดุเด็ดเผ็ดมันเช่นเคย เรียกร้องให้ดร.ทักษิณเปิดเสรีในภาคธุรกิจที่ กลุ่มชินมีเอี่ยวเช่น โทรคมนาคม
ดร สมเกียรติ เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องการกระโดดเข้ามาเล่นการเมืองในรูปแบบ "นักวิชาการ" การเล่นการเมืองวิธีนี้ลงทุนน้อย แต่ผลตอบแทนสูง วิธีการที่เป็นที่นิยมคือ หมั่นตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลกระแสตก ก็เปิดฉากแถลงข่าวถล่มรัฐบาล เนื่องจากโดยธรมชาติของคนกรุงเทพจะไม่ชอบรัฐบาล พอบริหารประเทศไปสักระยะถ้ามีคนด่ารัฐบาลได้มัน ถึงอารมณ์ก็จะชอบคนคนนั้น ตัวอย่างของคนที่เข้ามาเล่นการเมืองในรูปแบบ" นักวิชาการ" ที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ ดร วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัตร ซึ่งจับเรื่องแปรรูปการไฟฟ้า พอกะว่าจุดกระแสติดก็ลงผู้ว่า กทม ทันที
ข้่าพเจ้าขอฟันธงอย่างไม่กลัวหน้าแตกว่า ดร สมเกียรติ จะลงเล่นการเมืองเต็มตัวล้านเปอร์เซ็นต์ (ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี คนไทยควรสนับสนุนคนที่มีคุณภาพคับแก้วอย่าง ดร สมเกียรติมาสู่วงการเมืองมากๆ) แต่ว่าถ้าลง สว. ปีนี้อาจจะเร็วไป ข้่าพเจ้าขอเชียร์ให้ลง สส เขตในกรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ระหว่างนี้ก็เต้นฟุตเวิรค พอได้จังหวะก็ออกอาวุธสวยๆให้เข้าตาคนดู (ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง) ถ้าดอกเตอรฺฺ์์ได้ลงใน 8 เขตรอบใน โอกาสลุ้นมีสูงมาก ยิ่งถ้าสมัยหน้าไทยรักไทยได้น้อยกว่า 250 เสียง ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน รวมทั้งพรรคใหม่ของคุณเฉลิมจับมือกันเป็นรัฐบาล ก็เตรียมตอนรับ ดร สมเกียรติ ในฐานะว่าที่เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงไอซีทีคนใหม่ได้เลย !!!
ขอปิดท้ายด้วยบทสัมภาษณ์ ดร สมเกียรติ ในไตล์เบา-เบาคัดมาจาก กรุงเทพธุรกิจ ในหัวข้อ "ผมไม่ใช่ขาประจำ"
อดีต เขาคือนักเรียนสอบได้ที่หนึ่งของประเทศ เรียนมาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จนได้ปริญญาสูงสุด ขลุกอยู่กับการสร้างหุ่นยนต์ พัฒนาสมองกลให้คิดเท่าทันมนุษย์ แต่แล้วความปรารถนา อันแรงกล้าที่เขาบอกว่า "อยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม" ทำให้เขาผละจากห้องแล็บ เดินหน้าทำงานวิจัย ด้านสังคมและเศรษฐศาสตร์แทน
วันนี้ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ คือ วิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เป็นนักวิจัยฝีปากกล้าไม่น้อยหน้านักวิจารณ์สังคมคนอื่นๆ ของประเทศนี้ และเหตุที่เขาวิจัยมาแล้วมากมาย หลากหลายเรื่อง ทำให้เขารอบรู้อย่างลึกซึ้ง
เขาเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในเรื่องของธุรกิจโทรคมนาคม งานวิจัยเรื่องนี้ของเขา ฉีกปมว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนออกเป็นริ้วๆ จนเห็นภาพชัดว่าธุรกิจกับการเมืองนั้น โยงใยถึงกันเหมือนเป็นเรื่องเดียว
เมื่อตัวเองรู้ดีอย่างนี้ แล้วไม่ออกมาพูด คงจะกระไรอยู่ ดังนั้น หน้าที่ของเขา คือ เปิดเผยเรื่องราวที่ได้จากการวิจัยให้สังคมได้รับรู้ และเมื่อออกมาพูดบ่อยครั้งเขา เขาก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในกลุ่ม 'ขาประจำ' ที่มุ่งโจมตีการทำงานของรัฐบาลทักษิณโดยเฉพาะ
เขาคิดอย่างไรกับคำเรียกขานนี้ แล้วภารกิจของเขาล่ะ จะเป็นอย่างไรต่อไป
ขาจรน้อยลงหรือยังไงครับ ขาประจำอย่างอาจารย์ถึงได้ออกมาพูดบ่อยๆ ?
คำว่าขาประจำนี่น่ารักน่าชังมาก (หัวเราะ) ถ้าตัวท่าน (นายกรัฐมนตรี) มองคนที่มาวิจารณ์ว่าเป็นขาประจำ แล้วปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นเยี่ยงขาประจำจะดีมากเลย ยกตัวอย่างบริษัทที่ค้าขายแล้วมีลูกค้าขาประจำมา คุณก็ต้องปฏิบัติต่อคนเหล่านั้น ดีเป็นพิเศษใช่มั้ย นั่นเป็นความหมายดั้งเดิม
ผมคิดว่าโชคดีนะที่บริษัทใกล้ชิดกับท่านอย่างเอไอเอส มีชื่อเสียงดีมากในการบริการลูกค้า ไม่ได้ปฏิบัติต่อลูกค้าแบบเดียวกับวิธีที่นายกฯใช้ปฏิบัติกับขาประจำ คือ ถ้าบริษัทไหนใช้วิธีเดียวกันกับท่าน ผมว่าเจ๊งนะ โชคดีที่บริษัทที่ครอบครัวของท่านถือหุ้นอยู่ใช้วิธีที่ดีกว่าท่านผู้นำเองเยอะ
ไม่คิดว่าคำพูดนี้เป็นการดิสเครดิตนักวิชาการเหรอครับ ?
ในอีกมุมหนึ่งมันก็เป็นคำน่าชังเมื่อใช้ในบริบทที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะผมคิดว่าทรัพย์สินของนักวิชาการที่สำคัญที่สุด คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งก็เกิดจากรู้เรื่องในสิ่งที่ตัวเองพูดหรือเปล่า และพูดออกมาเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือเปล่า การที่คนมาพูดว่านักวิชาการคนนี้ควรฟังไม่ควรฟังเป็นขาประจำหรือไม่ เป็นวิธีการที่แปลงทุนของนักวิชาการให้เป็นหนี้สิน
การที่ทำทุนของนักวิชาการให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเชื่อถือนั้น น่าชังตรงที่ไม่ได้ดูที่สาระ เพราะเวลานักวิชาการเขาถกเถียงกัน เขาจะดูกันที่สาระ ว่าตกลงข้อมูลถูกไหม วิธีการให้เหตุผล และตีความข้อมูลถูกหรือเปล่า นักวิชาการจะถกเถียงกันอย่างนี้ เขาไม่ได้เถียงกันว่าไอ้คนนี้เป็นคนเก่า คนนี้เป็นคนมีชื่อเสียงมาก มีชื่อเสียงน้อย หรือแม้แต่นักวิชาการที่มีชื่อเสียง ถ้าเกิดผิด นักวิชาการเด็กๆ อย่างผมก็ยังทักท้วงได้ เป็นเรื่องธรรมดามากเลย และนักวิชาการไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีบอกว่าผู้ใหญ่สั่งมา เรื่องนั้นต้องถูก ฉะนั้นนักวิชาการไม่ได้ใช้วัฒนธรรมเรื่องอำนาจไปดิสเครดิตกัน ถ้าจะหักล้างกันก็ไปหักล้างกันที่สาระ
แล้วขาประจำอย่างอาจารย์ล่ะ ?
ตกลงให้ผมเป็นขาประจำจริงๆ ใช่มั้ย (หัวเราะ) ผมไม่อยากรับนะ
เป็นไปได้ไหมครับว่า ขาจรเริ่มหวั่นๆ กับคำด่าของท่านนายกฯ จึงทำให้ขาประจำอย่างอาจารย์ต้องออกมาพูดบ่อยๆ ?
เมื่อก่อนคิดว่าเข้าใจนะ ว่า เวลาพูดมาแล้วจะมีลิ่วล้อออกมาปกป้อง แต่พอเจอนายกฯออกมาเอง จึงรู้ว่า ทำไมเวลาเราพูดแล้วมีคนมาดิสเครดิตเราเนี่ย เราถึงมีความรู้สึกไม่อยากพูดต่อ อย่างแรกก็คือวิธีการพูด ผมคิดว่าถ้าคนไม่เถียงกันเรื่องสาระ มาชี้โน่นชี้นี่ เราก็คิดว่า เอ๊ะ! ป่วยการหรือเปล่าที่จะไปถกเถียงกัน หรือว่าเป็นการสีซอหรือเปล่า คือบรรยากาศมันไม่ค่อยเอื้อกับการแสดงความคิดเห็นน่ะ
เพราะฉะนั้นผมจึงไม่แปลกใจที่นักวิชาการอาวุโส หรือนักคิดนักเขียนเยอะแยะที่เคยมีปากมีเสียง เงียบไป และผมคิดว่าขบวนการดิสเครดิต ว่าเป็นขาประจำนั้น เป็นความพยายามอีกมุมหนึ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นเป็นตัวตลก หากสังคมไทยมีวุฒิภาวะสูงๆ ซึ่งผมเชื่อว่ากำลังมีมากขึ้นเรื่อยๆ คงจะรู้ว่าใครเป็นตัวตลกที่แท้จริงเมื่อพูดอย่างนี้
คิดว่าได้ผลไหมกับวิธีการที่ออกมาตอบโต้แบบนี้ ?
ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าได้ผลหรือเปล่า แต่สำหรับคนที่ติดตามข้อมูล ก็จะรู้ว่าถ้ามีเรื่องอะไรขึ้นอีก ถกเถียงกันแล้ว จู่ๆ กลับเฉไฉเรื่องอื่นเนี่ย คนที่มีสามัญสำนึกควรจะตั้งข้อสังเกตได้ว่าทำไมฝ่ายนั้นจึงเฉไฉ ทำไมไม่พูดตรงไปตรงมา มีอะไรที่ไปจี้ใจหรือเปล่า
อาจารย์มีความมั่นใจในข้อมูลของตัวเองทุกครั้งที่ออกมาพูด ?
แน่นอนครับ ทุกๆ เรื่อง ผมคิดว่า ทีดีอาร์ไอ มีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง คือ ให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักวิจัยทุกคน พูดได้ เช่น ผมจะพูดอะไร ผมไม่ต้องไปปรึกษาใคร ไม่ต้องขออนุญาตจากประธานสถาบันหรือใครเลย ผมพูดได้ แต่เป็นที่เข้าใจว่าสิ่งที่ตนเองพูดนั้น ต้องมีความรู้ดีพอ พูดเพื่อประโยชน์สาธารณะ อย่างเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องที่เรารู้จริงหรือเปล่า เรามีข้อมูลสนับสนุนไหม กรณีนี้ผมยืนยันได้ว่ามี เพราะว่าได้ทำวิจัยมา ไม่ใช่พูดด้วยอารมณ์ความรู้สึก ว่าชอบใครไม่ชอบใคร ถ้าไม่เชื่อก็ตรวจสอบได้
ถามว่าเรื่องอย่างนี้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือเปล่า เป็นแน่ เพราะถ้าเกิดมีเรื่องแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบ ถึงแม้จะถูกกฎหมาย ผมคิดว่าสังคมเสียประโยชน์ และนักวิชาการถ้าเกิดรู้เกิดเห็น แล้วนิ่งเฉย ไม่พูด ผมถือนักว่านักวิชาการไม่ได้ทำหน้าที่
ทีนี้นายกฯ บอกว่า ผมพูดทุกเรื่อง ก็ยอมรับส่วนหนึ่งว่าพูดหลายเรื่อง แต่ว่าแต่ละเรื่องเป็นเรื่องที่ผมได้ทำการศึกษาวิจัยมา อย่างน้อยต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ระดับหนึ่งทั้งสิ้น ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่พูดถูกหมด บางครั้งพูดออกไปเคยพลาดก็มี แต่ส่วนใหญ่ที่พลาดก็ในประเด็นปลีกย่อย เมื่อมีคนทักท้วงมาเราก็ยอมรับ จะได้ปรับปรุง ระมัดระวังการทำงานมากขึ้น ครั้งนี้ก็อยากให้ช่วยกันตรวจสอบด้วย ว่าจริงไม่จริงยังไง ไม่ใช่ว่ามาเกลี่ยๆ กันแล้วจบ เพราะว่าเราพร้อมให้ตรวจสอบอยู่แล้ว
ผมอยู่ที่นี่มาน่าจะ ๘ ปีกว่า วิจัยไปกี่เรื่องก็จำไม่ได้คง ๕๐ เรื่องน่าจะถึง ปีหนึ่งก็ ๗-๘ เรื่อง ที่ทำหลักๆ ก็มีเรื่อง โทรคมนาคม ท่านคงรู้ดีว่าผมทำ มีรีพอร์ตเรื่องโทรคมนาคม ๗-๘ เรื่องแล้วครับ เรื่องสื่อ เรื่องเอฟทีเอก็ทำ ฉะนั้นพอมีประเด็นสาธารณะขึ้นมา เรารู้เรื่องระดับหนึ่ง แล้วไม่แสดงความคิดเห็นเลย เราก็ไม่ได้ทำหน้าที่นะ เพราะมีประเด็นขัดแย้งกัน ผมคิดว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่การขับรถเบนซ์หนี การแก้ปัญหาคือการชี้แจง การพูดคุยกัน ใช่ไหมครับ ส่วนเรื่องไหนที่ผมไม่มีความรู้หรือไม่คิดว่าตัวเองมี ผมก็จะไม่พูด
สิ่งที่เป็นประเด็นไม่ว่าจะเรื่องอะไรในขณะนี้ เป็นเพราะว่าท่านนายกฯกำลังกำหนดกรอบความคิด หรือสร้างประเด็นให้นักข่าวหรือเปล่าครับ ?
ถ้าภาษานักสังคมศาสตร์ใช้กัน เขาเรียกว่า เป็นการกำหนดวาทกรรม กรณีของนายกฯเป็นวาทกรรมแบบใหม่ ซึ่งไม่ส่งเสริมการพัฒนาสติปัญญาของคน เพราะไปดูที่ตัวคน ถ้าเราไปดูที่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังสอนเรื่องหลักกาลามสูตร บอกให้เชื่อด้วยเหตุผล และมีข้อหนึ่งที่สำคัญคืออย่าเชื่อแม้กระทั่งคนพูด คือพระพุทธเจ้าเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าสอนอย่าไปเชื่อแม้แต่คนที่คิดว่ารู้ดีที่สุดในเรื่องนั้น ให้ไปดูที่เนื้อหาสาระ ต้องดูว่าข้อมูลถูกไหม เหตุผลชอบไหม ตีความถูกไหม อย่างนี้ประเทืองสติปัญญากว่า และทุกคนในสังคมได้เรียนรู้ร่วมกัน นักวิชาการก็จะได้พัฒนา สังคมก็ได้พัฒนา การเมืองก็ได้พัฒนาด้วย
แต่ถ้าบอกว่าไอ้คนที่พูดไม่ควรฟัง ไม่ว่าสาระจะเป็นอะไร ซึ่งตัวอย่างนี้ผมว่าชัดมาก กรณีของหวยลิเวอร์พูล สิ่งที่มหาจำลองพูด คือ สิ่งที่หลายคนพูดมาตลอด แต่ทำไมนายกฯ เลือกฟังแต่มหาจำลอง คนที่นายกฯไม่เคยแคสซิฟายด์ว่าเป็นขาประจำอย่างหมอประเวศ ก็ได้เลื่อนฐานะเป็นขาประจำในหนนั้นด้วย ผมคิดว่าเป็นเรื่องตลกมาก เพราะว่าสิ่งที่หมอประเวศพูดมีสาระสำคัญ ก็คือ เรื่องอบายมุข เรื่องอะไรต่างๆ เหมือนกับที่มหาจำลองพูด ทำไมการเลือกฟังของคนในสังคม ถึงเลือกที่ใครเป็นคนพูด โดยไม่สนใจว่าพูดเรื่องอะไร ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่
สิ่งที่นายกฯทักษิณสร้างวาทกรรมขึ้นมา คงจะพยายามปั่นหัวสื่อเล่น เพื่อไม่ให้สื่อสนใจสาระสำคัญในสิ่งที่นักวิชาการแสดงความคิดเห็นออกมา เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ?
ผมคิดว่าเราต้องดูค่านิยมในวงการสื่อด้วยเหมือนกัน แต่ก็พูดด้วยความไม่มั่นใจ เพราะผมไม่ได้คลุกคลีในขบวนการทำข่าว แต่ว่าด้วยความรู้สึกก็คือว่า สื่อโดยทั่วไปไม่ใช่เฉพาะสื่อประเทศไทย สื่อทุกประเทศนะครับ มีแนวโน้มที่อยากจะทำให้ข่าวมันตื่นเต้นน่าสนใจ วิธีหนึ่งคือสร้างประเด็นที่มีความขัดแย้ง ซึ่งสร้างง่ายกว่าประเด็นที่เป็นเนื้อหาสาระ ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นก็เป็นด้วยเหตุผลแบบนี้ ถ้าสังคมพัฒนาไปสู่สังคมที่รู้วิธีเสพสื่อ สื่อก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าสื่อรีพอร์ตผิด รีพอร์ตถูก แต่เรียกว่าเป็นค่านิยมหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่าคุณเห็นด้วยหรือเปล่า
ผมเห็นด้วยครับ ขณะเดียวกัน ผมก็มองว่ารัฐบาลชุดนี้ เหมือนจะรู้ธรรมชาติของสื่อเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร จึงพยายามเล่นให้เข้าทาง ?
ผมคิดว่ารัฐบาลเข้าใจสื่อ เข้าใจการทำงานของสื่อ แล้วเข้าใจวิธีการจัดการกับสื่อได้ดีพอสมควรด้วย ที่ผ่านมาช่วงที่ผมทำวิจัยต้องยอมรับไม่ได้อยู่เมืองไทยยาว ๗-๘ ปี ไม่ยาวพอที่จะเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาลนี้กับรัฐบาลเก่าๆ ได้ แต่ความรู้สึกของผม ก็คือ บรรยากาศ รัฐบาลนี้มีความสามารถในการจัดการกับสื่อได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์
การจัดการของอาจารย์หมายความถึงอะไร จัดการในส่วนไหน ?
จัดการ ก็คือ บริหารสื่อให้นำเสนอ บริหารไม่ได้หมายความว่าเข้าไปถือหุ้นนะครับ มันมีความหมายกว้างกว่านั้น คือมีวิธีที่เข้าไปแทรกแซงเพื่อให้สื่อนำเสนอออกมาในรูปที่ต้องการ คือ รัฐบาลทุกรัฐบาลอยากจะให้สื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตนเอง อันนี้เป็นเรื่องธรรมดามาก ถ้ารัฐบาลที่เน้นแนวทางมาร์เก็ตติ้งเยอะๆ ยิ่งต้องเข้าไปจัดการสื่อ เพราะถ้ารัฐบาลเชื่อว่าความมั่นคงของตัวเองขึ้นอยู่กับความเชื่อของคนทั้งประเทศ วิธีทำให้คนเชื่อ ก็คือ ทำให้สื่อเชื่อ หรือ สื่อเชื่อหรือไม่ก็ตาม ก็ขอให้สื่อเสนอในสิ่งที่รัฐบาลอยากให้คนเชื่อ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเข้ามาจัดการกับการกำหนดวาทกรรม การกำหนดหัวข้อของสื่อ ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่สื่อต้องรู้ทันและประชาชนต้องรู้ทัน
ในส่วนนี้รวมถึงรัฐบาลเข้าไปจัดการกับสื่อเองด้วยหรือเปล่า คือเป็นเจ้าของสื่อเสียเอง ?
ตอนหลังๆ รูปแบบของการแทรกแซงในรัฐบาลนี้ ผมคิดว่าการศึกษาของหลายๆ ฝ่าย ของสมาคมนักข่าว นักนิเทศศาสตร์ นักวารสารศาสตร์เอง ก็สรุปชัดว่ามีหลายรูปแบบมาก มีทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ มีทั้งตื่นตาตื่นใจ ตั้งแต่เข้าไปถือครองเองในสื่อบางสื่อ ไปเป็นผู้ถือหุ้น วิธีการแบบเก่าๆ ก็มี คือ ควบคุมสื่อวิทยุโทรทัศน์ วิธีการส่งหนังสือเตือน ให้สันติบาลมาเตือน ก็ยังหลงเหลืออยู่ วิธีการแบบใหม่ๆ เช่น ใช้เงินโฆษณา ผมคิดว่าเป็นรัฐบาลที่น่าจะเป็นผู้บุกเบิกวิธีการนี้ที่ใช้โฆษณาของรัฐวิสาหกิจ หน่วยราชการ และบริษัทในเครือข่าย ซึ่งแน่นอนงบบริษัทในเครือข่ายจะไปลงที่ใคร ผมคิดว่าประชาชนไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะเป็นสิทธิของท่านโดยสมบูรณ์ แต่งบรัฐวิสาหกิจได้มีการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสถูกต้อง จัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกขั้นตอนหรือเปล่า อันนี้สำคัญ วิธีอื่นก็มีสารพัด เช่น เรื่องฟอกเงิน นี่ก็เรื่องใหม่มาก มีเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ให้ อะไรเหล่านี้ก็เป็นเรื่องใหม่ทั้งนั้น
การที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงในส่วนของสื่อทีวี อย่างช่อง ๕ หรือไอทีวี แยบยลมากยิ่งขึ้นไหม ?
ผมคิดว่ามีความแยบยลในสื่อโทรทัศน์ ส่วนวิทยุไม่ถือว่าแยบยลมาก เพราะว่าสิ่งที่คนพูดกันหนาหูแล้ว ว่า เอ๊ะ รายการที่เคยเป็นรายการน่าดู อย่างรายการกรองสถานการณ์นั้น แต่ก่อนเป็นรายการยอดนิยมนะครับ คนชอบกันดึกๆ ผมก็ดู แต่ผมเลิกดูมาสองสามปีแล้ว เพราะรู้สึกว่าเหมือนว่าฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ เราเริ่มเกิดความไม่แน่ใจแล้ว ว่าได้รับข้อมูลครบถ้วนรอบด้านหรือเปล่า คือเรื่องของสื่อเนี่ย ความถูกต้องแล้วเรื่องหนึ่ง ครบถ้วนรอบด้านเป็นอีกเรื่องหนึ่งด้วย ทุกวันนี้สิ่งที่ผมทำ ก็คือ ผมอ่านหนังสือพิมพ์เยอะกว่า อ่านทั้งหนังสือพิมพ์ไทย หนังสือพิมพ์ต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยวันหนึ่งก็อ่าน ๕-๖ ฉบับมังครับ เพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันไปด้วย
เคยเปรียบเทียบไหมว่า สื่ออย่างโทรทัศน์เมื่อ ๔-๕ ปีที่แล้วกับยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน ?
ผมเคยจับข้อมูลตัวหนึ่งนะครับ ดูรายการโทรทัศน์ของรัฐช่องหนึ่ง แล้วเอามาดูว่าใครเป็นคนออกรายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองของช่องนั้น ดูตั้งแต่ปี ๒๕๔๕-๒๕๔๖ ประมาณ ๒ ปีครึ่ง เก็บมาแล้วก็เอาชื่อมาให้ดู ลิสต์ชื่อทุกรายการมา แล้วให้คนในวงการหนังสือพิมพ์ ๖ คนช่วยกันดู แล้วให้คะแนนว่าคนนี้เป็นคนเชียร์รัฐบาลมากให้ไปเลยเต็มสิบ เชียร์ปานกลางให้ไปห้า เป็นกลางไม่เกี่ยวไม่มีส่วนได้เสียให้ศูนย์ ถ้าติติงรัฐบาล ลบห้า และเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลลบสิบไปเลย ปรากฏว่า แต้มมันพุ่งขึ้นนะครับในหลายปีที่ผ่านมา แปลว่าอะไร แปลว่าคนที่ความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาลไม่ได้ออกรายการนั้นอีกแล้ว หายไปๆ ทุกที
แสดงว่ารัฐบาลกำลังเข้าไปล้วงลึกถึงระดับรายการแล้ว ไม่ใช่ระดับนโยบายเหมือนที่ผ่านมา ?
ผลวิจัยมันบอกไม่ได้ ว่าใครเข้าไปล้วง หลักฐานวิชาการไม่มี ได้ยินแต่หลักฐานแวดล้อม คือ มีคนในวงการที่เราไปสัมภาษณ์เล่าให้ฟัง บางครั้งมีรัฐมนตรีบางคนอยากจะออกรายการตอนค่ำ พอถึงสี่โมงก็โทรศัพท์มาบอกว่า ผมจะออก คนจัดรายการก็ปวดหัวมาก เพราะต้องไปยกเลิก หรือไปเลื่อนคนที่เขาไปเชิญมาก่อน เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลที่แล้วไหม ผมก็เคยได้ยินว่ามี แต่ว่าสิ่งที่ใหม่ในรัฐบาลนี้ ก็คือ คนที่โทรไปไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการสำนักนายกฯอย่างที่เคยเป็นอีกแล้ว แต่รัฐมนตรีกระทรวงไหนก็โทรไปหมดเลย
แล้วงานที่อาจารย์กำลังทำอยู่ในเรื่องของมีเดีย วอทช์ มีคอนเซปต์อย่างไงบ้างครับ ?
ผมคิดว่าวิธีการที่สังคมจะทำให้สื่อเป็นสื่อที่ดีได้ มีองค์ประกอบหลายตัว แน่นอนครับสิทธิเสรีภาพสื่อต้องมี เพราะฉะนั้นสื่อไม่สามารถทำหน้าที่สื่อที่สมควรจะทำในสังคมได้เลย แต่ว่าเมื่อมีสิทธิเสรีภาพแล้วจะต้องมีกลไกในการควบคุมอย่างใดอย่างหนึ่ง กลไกในการควบคุมมันมีหลายแบบ
แบบแรกคือ ใช้ศาลเป็นที่พึ่ง เช่น สื่อนำเสนออะไรไปละเมิดสิทธิใครก็ไปฟ้อง วิธีนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งแต่เป็นวิธีที่คนยากคนจนคนที่มีสิทธิน้อยๆ สู้ไม่ไหว เพราะว่าขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องใช้ต้นทุนเยอะ วิธีที่สอง คือ วิธีการรัฐเข้าไปแทรกแซง สันติบาลมาเตือน หรือเอา กบว.แบบเก่ามาใช้ ซึ่งเป็นวิธีที่ยิ่งถอยหลังเข้าคลอง เป็นวิธีที่อันตรายที่สุด
วิธีที่สาม คือ ให้สื่อกำกับดูแลตัวเอง ในซีกหนังสือพิมพ์เริ่มกันในสภาหนังสือพิมพ์ ซึ่งตั้งมา ๗ ปีแล้ว ก็มีพัฒนาการมาไกล ถามว่าแก้ปัญหาได้สมบูรณ์หรือยัง ก็คงยัง และโดยลำพังสภาการหนังสือพิมพ์เอง ก็คงแก้ปัญหาทุกอย่างไม่ได้
ดังนั้น จึงต้องมีจิ๊กซอว์อีกตัวหนึ่ง คือ การตรวจสอบสื่อโดยภาคประชาสังคม คือ สิ่งที่เรียกว่า Media Watch ที่พวกเราอยากจะทำกันขึ้นมา เพื่อให้มีการติดตามตรวจสอบสื่ออย่างเป็นระบบ ซึ่งมุมหนึ่งตรวจสอบสื่อ ในมุมหนึ่งก็ช่วยสื่อด้วย เพราะถ้าสื่อมีกลไกในการตรวจสอบที่ดี รัฐจะไม่มีข้ออ้างในการเข้ามาแทรกแซงสื่อได้ หากมีการตรวจสอบจากประชาสังคมขึ้นมาถ่วงดุลด้วย ถ่วงดุลในแง่เมื่อรัฐจะเข้ามาแทรกแซงแล้ว ผลการตรวจสอบจากประชาสังคมอาจจะบอกว่าปัญหาของสื่ออยู่อีกที่หนึ่ง ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่รัฐอ้าง ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็จะทำให้สื่อมีอิสระมากยิ่งขึ้น
ผมคิดว่า องค์กรนี้ในมุมหนึ่งฟังชื่อดูแล้ว อาจจะเหมือนกับไม่ได้ตั้งขึ้นเป็นมิตรกับสื่อนัก แต่จริงๆ แล้วอยากให้สื่อมองเป็นกัลยาณมิตร เพราะในมุมหนึ่งถือว่าเป็นมิตรในมุมกลับ จะช่วยยกระดับพัฒนาสื่อ ถ้าเกิดเชื่อมโยงในการทำงานกับสื่อ จะเป็นผลดีมาก
จะตรวจสอบในทุกๆ สื่อที่มีอยู่ ?
คงเริ่มต้นที่สื่อกระแสหลักก่อน หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ผมคิดว่าสามสื่อนี้ โทรทัศน์อาจจะน่าเป็นสื่อที่น่าสนใจที่สุดในการเริ่มตรวจสอบ เพราะจำนวนช่องไม่ได้เยอะ การตรวจสอบง่ายกว่า ในเวลาเดียวกันวิทยุเป็นสื่อที่น่าสนใจมาก แต่ว่าจำนวนช่องเยอะมาก คงต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง
มีโครงคร่าวๆ หรือยังครับว่าจะตรวจสอบในแง่ไหน ?
ตรวจสอบในแง่ของการนำเสนอข่าวสาร ยกตัวอย่างเช่น โทรทัศน์เสนอข่าวสารครบถ้วนในประเด็นที่ควรนำเสนอหรือไม่ เพราะตัวสำคัญที่สุดในการแทรกแซงสื่อ ก็คือ การกำหนดวาระ (agenda) การเลือกอะไรเป็นข่าว อะไรไม่เป็นข่าว อันนี้สำคัญมากยิ่งกว่ามีข่าวและเสนอข่าวใดด้วยซ้ำ เพราะว่าบางเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่เป็นข่าวเลย ก็ไม่มีประเด็นถกเถียงของสาธารณะ ฉะนั้นคงต้องตรวจสอบตั้งแต่ตอนนี้เลย โทรทัศน์เลือกอะไรเป็นข่าว เลือกอะไรไม่เป็นข่าว เหมือนกันหรือไม่
สำหรับคุณภาพนั้น เป็นขั้นต่อไป ซึ่งต้องถกเถียงกันว่า ไอ้อย่างนี้เรียกว่าคุณภาพหรือไม่ เราจะทำเรื่องที่มีความชัดเจนก่อน เราในที่นี้ไม่ได้แปลว่าผมคนเดียว ไม่ได้แปลว่าทีดีอาร์ไอ เป็นกระบวนการกระทำที่อยู่ในใจของคนจำนวนเยอะมาก พอปรึกษาหารือกับใครก็ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ผมคิดว่าจะเป็นความเคลื่อนไหวอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยสร้างสรรค์วงการสื่อ
องค์กรตรวจสอบที่มีอยู่ตอนนี้ล่ะครับ ทำงานได้น่าพอใจแค่ไหน ?
ช่วยได้เยอะนะครับ อย่างสภาการหนังสือพิมพ์ ก็ช่วยรับเรื่องร้องเรียน ช่วยแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ ได้พอสมควร แต่โดยธรรมชาติองค์กรทุกองค์กร ถ้าไม่มีการตรวจสอบจากภายนอกด้วย ก็จะไม่สมบูรณ์
พูดง่ายๆ คือจะเป็นเกราะอีกชั้นหนึ่งให้กับสื่อ
ใช่ครับๆ ผมอยากสื่อให้มองแบบนั้น เพราะว่าจริงๆ แล้วศัตรูตัวร้ายของสื่อ ก็คือ การแทรกแซงสิทธิเสรีโดยอำนาจ ถ้าตรวจสอบโดยภาคประชาสังคม ถึงอย่างไรเราก็ทำอะไรมากกว่าให้ข้อมูล เตือนประชาชนไม่ได้ ใช้อำนาจอะไรไม่ได้เลย เพราะไม่มีอำนาจตามกฎหมายเลย เป็นของที่ไม่มีอันตรายใดๆ
ถ้าเกิดถูกมองว่าองค์กรนี้เป็นแนวร่วมของเขาล่ะ
แนวร่วมของรัฐบาลหรือครับ คิดว่ารัฐบาลเก่งที่เอาผลอย่างหนึ่งไปตีความอีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าทุกรัฐบาลเก่งในเรื่องนี้มาตลอด เพราะในวงการการเมือง ก็คือ การฉวยโอกาส เป็นเรื่องปกติ ก็ต้องระวัง ต้องรู้ว่าทำยังไงถึงจะให้มีการฉวยโอกาสกันได้น้อยที่สุด
ถ้าจะให้เรตเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อบ้านเรา อาจารย์ให้สักเท่าไร ?
ไม่ทราบจริงๆ ครับ รู้แต่ว่าน้อยลง แต่นักวิชาการถ้าพูดตัวเลขออกมา เดี๋ยวเขาก็ถามที่มาที่ไปเป็นอย่างไง เช่น ไอ้สามหมื่นล้านของอาจารย์สังศิต มาจากไหน ผมให้ ๗ แล้วมาถามผมว่าไอ้ ๗ เนี่ยแปลว่าอะไร ไล่มาจากไหน ผมก็ตอบไม่ได้นะ เพราะงั้นโดยวิสัยนักวิชาการขอไม่พูด ถ้าไม่มีข้อมูล
แค่น้อยลงแน่ๆ
ครับ ความรู้สึกคือว่าน้อยลง ซึ่งเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อจะมีหน่วยงานวัดอยู่ ว่าปีที่ผ่านมาสกอร์สิทธิเสรีภาพสื่อไทยแย่ลง และมีคอมเมนท์ชัดเจนว่า ทำไมเขาให้แต้มแย่ลง คอมเมนท์เรื่องรัฐบาลทักษิณเข้ามาแทรกแซงสื่อกี่เรื่องๆ ตรงนี้ก็มีใบเสร็จอยู่ แต่ใบเสร็จของต่างชาตินะครับ ผมเอามาใช้ เดี๋ยวคนก็เอามาถามอีก ถ้าคุณถามอย่างนี้มีไหม ผมก็บอก พอมี คุณจะเชื่อหรือไม่ คุณก็ต้องไปตรวจสอบ
การแทรกแซงสื่อของรัฐบาลชุดนี้ ดูเหมือนจะน่ากลัวกว่าการแทรกแซงสื่อแบบซึ่งๆ หน้า เช่น การเสนอข่าว การห้ามลงข่าว คือ ตอนนี้ทุกๆ สื่อ มีของนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเต็มไปหมด แบบนี้จะทำให้เสรีภาพของสื่อเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
เสรีภาพมีสองส่วนนะครับ ส่วนหนึ่งคือโครงสร้าง ตอนนี้เขาก็มาจากโครงสร้าง อีกส่วนหนึ่ง คือ ส่วนจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณไม่ไปไหน ก็ยังสู้กันได้อีกยกครับ ผมคิดว่าขณะนี้จิตวิญญาณเริ่มแข็งแรงขึ้น หลังจากที่เศรษฐกิจดีขึ้น แต่จิตวิญญาณอย่างเดียว หล่อเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มีเส้นเลือด
ผมรู้สึกว่านักหนังสือพิมพ์เท่าที่ผมสัมผัสดู คิดว่าคนที่มีจิตวิญญาณเหลืออยู่เต็มที่ ยังมีอยู่มาก เงื่อนไขและสถานการณ์ทำให้ทำงานได้บางส่วนบางสถานการณ์มันยาก หรือมีปัญหาอยู่บ้าง แต่ว่าผมคิดว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น บรรยากาศดีขึ้น จิตวิญญาณที่แท้จริงก็ออกมาว่า พร้อมที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคม
อาจารย์เชื่ออย่างนั้น ?
ยังเชื่อครับ อย่างน้อยในเจนเนอเรชั่นหนังสือพิมพ์ที่เป็นคนรุ่นก่อตั้ง เพราะเป็นรุ่นที่ทำด้วยอุดมการณ์จริง ในช่วงนั้นทุกคนไม่ได้เห็นว่าสื่อจะเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่อะไรอย่างทุกวันนี้ เจนเนอเรชั่นอย่างนี้ผมสัมผัสน้อย แต่กับนักข่าว ผมคิดว่านักข่าวหลายคนมีวิญญาณอยู่ อันนี้ผมคิดว่าสำคัญ
พอจะประเมินได้ไหมครับ ว่าสื่อในทศวรรษหน้า หรือว่าอีก ๔-๕ ปีข้างหน้า รูปแบบจะเป็นยังไง ?
โอ้โห เอาขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าสิบปี ผมไม่ได้มีวิสัยทัศน์ยาวไกลขนาดนั้น แต่ว่าแนวโน้มเห็นกันเฉพาะตัว โดยเฉพาะสื่อทีวีกับสื่อวิทยุค่อนข้างน่าเป็นห่วง สื่อทีวีเริ่มมีการผนวกกันระหว่างสถานีกับคนทำรายการ ที่ชัดก็คือไอทีวีผนวกกับคุณไตรภพ กันตนา ช่อง ๗ ก็ไปถือหุ้นในมีเดีย ออฟ มีเดียส์ และจะมีแนวโน้มอย่างนี้เกิดขึ้นเยอะ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการผนวกกัน
ถ้าผนวกกันระหว่างคนทำรายการกับคนที่เป็นสถานี ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ คนทำรายการย่อย เช่น ผมไม่มีค่าย ไม่มีสี ผมจะเข้าไปยากมากขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา ผู้ประกอบการก็พูดไว้ชัดเลยนะครับ ว่าถ้ามีตัวเลือกระหว่างเป็นลูกกับไม่เป็นลูก ก็ต้องเลือกลูกไว้ก่อน ตรงไปตรงมาดีครับ วงการวิทยุก็คล้ายๆ กัน ที่ผ่านมามีบริษัทเทปไปประมูลคลื่นวิทยุมาเยอะ แล้วเปิดเพลงของตัวเองเยอะกว่าสถานีที่เป็นสถานีอิสระ เพราะต้องการโพรโมตเทป อันนี้เป็นเรื่องตรงไปตรงมา ทุกคนรู้ แล้วอย่างนี้ศิลปินอิสระจะเกิดอย่างไร ปรากฏการณ์ที่สอง คือ วิทยุเครือข่ายระดับประเทศกลับมาอีกแล้ว สถานีวิทยุท้องถิ่นจะทำยังไง ตรงนี้ก็มีแนวโน้มน่ากลัวที่กำลังจะเกิดขึ้น
แนวโน้มที่สามที่ยังไงก็ต้องพูด คือ สื่อแพร่ภาพกระจายเสียงสื่อวิทยุโทรทัศน์เข้าตลาดกันเป็นส่วนใหญ่ครับ ด้วยเหตุผลเตรียม กสช.ระดมทุนหรืออะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดมันก็จะเป็นในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเข้าตลาดหุ้นก็ต้องทำเพื่อผู้ถือหุ้นนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีกลไกอื่นเข้ามาเสริมสองกลไกนี้ ผมคิดว่าระบบสื่อจะยิ่งเสียสมดุล กลไกที่หนึ่ง ก็คือ ต้องมีวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ อย่าง บีบีซี เอ็นเอชเค ซึ่งให้บริการสิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคม แต่ไม่ทำกำไร
สอง คือ วิทยุชุมชน ซึ่งกฎหมายก็เอื้อปูทางไว้เยอะแล้ว คลื่นความถี่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของภาคประชาชน ถ้าไม่มีการตะแบงกันนะครับ โดยเจตนาก็กำลังจะเกิดอยู่แล้ว ถ้าไมใช่ไปบอกให้แต่ละจังหวัดไปทำวิทยุชุมชนกันมาแบบระบบราชการอีก แล้ววิทยุชุมชนจะเป็นตัวที่สะท้อนเสียงท้องถิ่นขึ้นมา และให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นตัวเอง
ผมคิดว่าถ้ามีสองตัวนี้ขึ้นมา หากสื่อไปในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น ระบบโดยรวมก็ยังอยู่ได้ ถ้าเกิดไปพาณิชย์ยิ่งขึ้น ผนวกกันมากยิ่งขึ้น แล้วสื่อทางเลือกก็ไม่เกิดเลย อย่างนี้สังคมก็จะเสียโอกาสเยอะมากในการได้รับข่าวสารที่มันครบถ้วนรอบด้าน อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า More of the same คือ มีเยอะขึ้นๆ เหมือนกันหมด ก็คือว่า คุณจะเป็นเอชบีโอ คุณจะซีนีแม็กซ์ คุณจะเป็นใครก็แล้วแต่ คีย์ของคุณมันก็ต่างกันเล็กๆ น้อยๆ ว่าเกรดไหนๆ แต่ว่าโดยรวมมันก็ไม่ใช่หนังทางเลือก เป็นต้น
ทุกวันนี้ทีวีไทยไม่มีต่างกันเลยใช่ไหมครับ ?
พอมีต่างนะ เช่น ช่อง ๓ เขาบอกว่าเขาทำรายการบันเทิง แต่เขาจะไม่เน่ามากเท่ากับบางช่อง ช่อง ๙ เขาก็บอกว่าเขาต้องการเป็นช่องที่มีข่าวสาร ก็มีส่วนนั้นอยู่ แต่ว่าความหลากหลายเนี่ย ไม่ใช่ความหลากหลายของรายการอย่างเดียวว่า เกมโชว์กับข่าว แปลว่าหลากหลาย มันมีความหลากหลายอีกหลายมุม หลายตัว และที่สำคัญที่สุด คือ ความหลากหลายทางความคิด เห็นว่าใครไปโผล่ในจอ ใครไปโผล่ในคลื่นวิทยุ คนเหล่านั้นเป็นคนจากกกลุ่มเดียวหรือเปล่า คนในท้องถิ่นมีโอกาสหรือเปล่า คนที่หลากหลายมีโอกาสหรือเปล่า ประเด็นที่ขัดแย้งกัน บ่อนอก หินกรูด ปากมูล ภาคใต้ คนที่คิดไม่เหมือนกับรัฐบาลมีโอกาสเสนอข่าวสารที่เป็นทางเลือกหรือเปล่า ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญ ซึ่งตัวนี้ต่างหากที่กำลังหายไปๆ
องค์กรอิสระอย่าง กสช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ) จะช่วยเพิ่มความหลากหลายขึ้นมาได้มั้ย
ก็ต้องดูโหวงเฮ้งของ กสช.ก่อน ถ้าดูโหวงเฮ้งแล้วเป็นโหวงเฮ้งของร่างทรงก็คงหวังยากนะครับ เพราะว่าโดยโครงสร้างของการตรวจสอบ กสช.เนี่ย ยิ่งยาก คือ คนไปเข้าใจว่ามี กสช.เข้ามาจะแก้ปัญหาได้หมด จริงๆ แล้ว หากมี กสช. ขึ้นมา สมมติว่า ออกมาแย่ จะแย่ยิ่งกว่าปัจจุบันอีกนะครับ เช่น ปัจจุบันรัฐบาลทำอะไรไม่ชอบมาพากล อย่างน้อยรัฐบาลยังห่วงคะแนนเสียงบ้าง อยากจะได้รับเลือกตั้งกลับมา แต่ห่วงมากห่วงน้อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่ กสช.จะไม่สนใจเลยนะครับ ผมอยู่แล้ว ผมแช่เลยนะครับ และผมไม่ได้รับการเลือกตั้งมา ผมมาจากการสรรหา หากผมไม่ผิดกฎหมายจังๆ ไม่ทุจริต ท่านเอาผมออกไม่ได้นะ
เพราะฉะนั้น กรณีแย่ที่สุดเลย ก็คือ รัฐบาลอาจจะใช้ กสช.เป็นแพะจัดการให้ เหมือนกับใช้อนุญาโตตุลาการ แล้วบอกว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่เกี่ยวเป็นเรื่องของอนุญาโตตุลาการ แล้วก็บอกว่ารัฐบาลควบคุมไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวข้อง กฎหมายบอกว่า กสช.อิสระ เสร็จเลยครับอย่างนี้
บทบาทของอาจารย์ในฐานะนักวิจัย ออกมาพูด ออกมาติติง หรือนำเสนอความคิดเห็นบ่อยครั้งอย่างนี้ มีผลอะไรต่อตัวเองไหม ?
เคยมีบางครั้งที่ตอนนั้นผมไม่อยากให้เป็นข่าว พอมีเรื่องขัดแย้งเยอะๆ ในผลประโยชน์โทรคมนาคม ก็มีคนฝากบอกไปทางคุณแม่ของผม ว่าลูกชายยังอายุน้อย ยังมีอนาคต ขอให้ระมัดระวังตัวหน่อย แต่พูดจาฟังดูหวังดีเป็นมิตรนะครับ แต่ไอ้หวังดี ไม่รู้ว่าหวังดีแต่ประสงค์ร้ายหรือเปล่า บางครั้งก็มีนะครับ บอกว่า เออ ที่พูดไปดี แต่ระวังตัวหน่อยนะ อะไรอย่างนี้ ซึ่งตีความยาก ว่าเป็นการให้กำลังใจหรือเป็นการขู่
กลัวไหมครับ ?
ผมไม่ค่อยได้คิดกับเรื่องพวกนี้นะ คิดว่าทำตามหน้าที่ และก็คิดว่าถ้าเราทำอะไรอยู่ในรีตในรอย สังคมคุ้มครองครับ
แล้วคนรอบข้างล่ะครับ ?
ก็ไม่เห็นมีใครว่าอะไรนะครับ ถ้าเราไปให้ความสำคัญกับรังสีอำมหิตเกินไป ก็ทำงานกันไม่ได้ อย่างที่มีคนบอกว่า ความน่ากลัวที่น่ากลัวที่สุด คือ ตัวความกลัวนั่นเอง เช่น พอเจอนิดเดียวก็ลนลานไปหมด ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์บางทีก็กลัวไปเอง ก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง หรือนักวิชาการถ้ากลัวแล้วเซ็นเซอร์กันหมด สังคมตายเลย
เพราะฉะนั้นขาประจำเนี่ย ผมคิดว่า ผมไม่ได้ชอบวาทกรรมนี้ แต่ถ้าทรีตขาประจำให้ดีหน่อย ขาประจำจะมีกำลังใจนะครับ อันนี้ไม่ได้แปลว่าไปยุขาประจำนะครับ หมายความว่าคนที่ผมคิดว่าสมควรจะออกมาเป็นปากเป็นเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าขาจร ถ้ากลับมา ขาประจำอย่างผมก็สบายด้วย เฮ้ย (หัวเราะ) พูดอย่างนี้เหมือนกับไปยอมรับว่าเป็นขาประจำสิ (หัวเราะ) ไม่เอาขอถอนคำพูด
อาจารย์ถูกตัดงบวิจัยหรือเปล่าครับ ?
ต้องตั้งคำถามว่า อิสรภาพของเราในการทำการวิจัยมาจากไหน อย่างของทีดีอาร์ไอ หลักเลยก็คือเราก็ต้องกระจายความเสี่ยง เราต้องมีขอบเขตในการรับงานที่กว้างทั้งในและต่างประเทศ จากหน่วยงานต่างๆ แล้วในเวลาเดียวกันเรื่องคุณภาพเราก็ลดหย่อนไม่ได้ เพราะถ้ามี ความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้น ต้องทำงานให้ดี ผมคิดว่าถ้ามองในเชิงสร้างสรรค์ เราต้องแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสให้ได้
หมายความว่าต้องแสวงหาทุนจากข้างนอกให้ได้มากขึ้น ?
ต้องมีความหลากหลายอยู่แล้ว ในประเทศเองต้องมีหน่วยงานที่ขึ้นกับรัฐบาลน้อยลง หลากหลายมากขึ้น กับต่างประเทศก็ถ้าเป็นทุนที่ไม่มีปัญหาทำงานแล้วเกิดประโยชน์กับประเทศไทย เราก็พร้อมที่จะร่วมงานอยู่แล้ว
อย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้อาจารย์รับงานหรือว่าทำหัวข้อหลากหลายมาก ?
เป็นส่วนหนึ่งด้วย เพราะถ้าเราทำอยู่เรื่องเดียว และถ้าจุดนั้นเป็นจุดที่ถูกปิดไว้ ทำเรื่องอื่นไม่ได้เลย ก็จบเลย ถูกไหมครับ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำหลากหลายพอสมควร พอทำหลากหลายก็เลยได้รับคำชมว่า นายสมเกียรติ พูดทุกเรื่อง (หัวเราะ) แต่ก็อย่างที่เรียนว่าไอ้เรื่องที่เราพูดเป็นเรื่องที่เราเคยทำ ถ้าเราไม่เคยทำเราก็ไม่พูด
เป็นเพราะความสนใจของอาจารย์ หรือว่าจำยอมทำ ?
เป็นความสนใจด้วยครับ เรื่องไหนที่ไม่สนใจก็คงไม่ไปทำ ผมมีความสนใจส่วนตัวผมอยู่ ผมอยากทำแนวไหนๆ
แต่อาจารย์จบทางด้านวิศวกรรมมา อาจารย์ได้วิจัยทางด้านวิศวกรรมบ้างไหม ?
เคยทำแล้วเลิกทำไปแล้วครับ ตอนผมทำงานอยู่ต่างประเทศผมเคยทำ งานแรกที่ผมทำอยู่ที่ญี่ปุ่น เป็นบริษัทวิจัยแล้วเขาไปทำ ทำนายราคาหุ้น ถ้าทำแล้วสำเร็จแล้วรวยเละเลยนะครับ (หัวเราะ) ก็มีความสนุกได้พบอะไรแปลกๆ ไปจดสิทธิบัตร สนุกสนาน แต่ว่าความท้าทายจริงๆ นั้น ไม่ได้เป็นการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ วิจัยในด้านสังคมมากกว่า ถึงได้เปลี่ยนแนวมา
การใช้ความรู้ด้านวิศวกรรมมาวิจัยทางด้านสังคม ช่วยได้เยอะไหม ?
คงไม่ได้เรียกว่าอย่างนั้นนะครับ คงเรียกว่ามาเรียนรู้ใหม่ มานั่งอ่านหนังสือใหม่ คือ ทำงานหนักมาก เพราะคนละทาง ที่ผมเรียนมาจริงๆ ก็คือ ทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์คิดเป็น ให้หุ่นยนต์คิดเป็น ให้คอมพิวเตอร์เข้าใจคน ซึ่งใช้กับสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่ได้เลย
ถ้าได้ทุนสักก้อน แล้วทำหุ่นยนต์สักตัวหนึ่ง อาจารย์สนใจมั้ย ?
ความท้าทายไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ ความรู้สึกลึกๆ คือ อยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในบางแง่ ที่เปลี่ยนไม่ได้ไปเปลี่ยนพลิกอะไรมากมาย แต่หมายความว่าทำให้เกิดความเข้าใจขึ้น คนไม่เคยรู้เรื่องอะไร แล้วเราไปทำให้คนในสังคมเข้าใจดีขึ้น ถ้าทำตรงนี้ได้ ก็เป็นสิ่งที่เราคาดหวังอยู่
ดูเหมือนผมจะยังฝังใจอยู่นะ ว่าอยากจะทำอะไรที่มีผลกระทบกับสังคมมากกว่าเทคโนโลยีอย่างเดียว ผมอยากทำงานวิชาการดีๆ หมายความว่า ตีพิมพ์ในวารสารมีชื่อ ด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ ลึกๆ ผมยังคิดอย่างนี้อยู่ แล้วก็ไม่ได้มีความสุขนะที่ออกมาพูด ส่วนหนึ่งเป็นหน้าที่ แต่ถ้าคุณออกมาพูดแล้วมีความขัดแย้ง ชีวิตคุณก็ต้องเปลี่ยน เพราะเครียด ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือมีคนที่ไม่ชอบเราเพิ่มขึ้น เพราะเราไปขัดผลประโยชน์เขา ผมไม่ได้คิดว่านี่คือสิ่งที่เราคิดว่าจะได้
สรุปแล้วทำงานวิจัยดีๆ เป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด

